วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การพบกันของสองยักษ์ใหญ่

ในช่วงต้นของเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่น่าจดจำในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์สำคัญระดับโลกที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา และพบปะพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ใกล้กับเมืองแรนโช มิราจ รัฐแคลิฟอร์เนีย นับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกของสองผู้นำยักษ์ใหญ่ นับตั้งแต่สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

การพบกันอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ของผู้นำทั้งสองได้รับการตีความจาก เจฟฟ์ เบเคอร์ อดีตผู้ช่วยของประธานาธิบดีโอบามา ว่าเป็นสัญญาณอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้นำคนใหม่และรัฐบาลจีนในสหรัฐอเมริกาที่มีประธานาธิบดีโอบามาเป็นผู้นำ เพราะเมื่อเปรียบเทียบการเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ของจิ้นผิง กับประธานาธิบดีคนก่อนๆ ของจีนแล้ว จัดได้ว่าครั้งนี้เป็นการเยือนที่สมถะ ไม่จำเป็นจะต้องมีพิธีรีตองอันโอ่อ่าใหญ่โต ดังครั้งที่ประธานาธิบดีหูจินเทาเยือนสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและเต็มใจในการให้ความร่วมมือของผู้นำจีน

เดิมที่คาดว่าผู้นำทั้งสองจะพบปะหารือกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกบนเวทีประชุมสุดยอดผู้นำของกลุ่มประเทศ G20 ที่ประเทศรัสเซีย ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ แต่การที่ประธานาธิบดีจิ้นผิงของจีนได้เยือนและพบปะผู้นำสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าก่อนคาดการณ์กว่า 3 เดือน ยิ่งย้ำให้เห็นถึงท่าทีอันดีของรัฐบาลจีนภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่ที่มีต่อสหรัฐอเมริกา

ประเด็นสำคัญที่มีการหารือกันระหว่างผู้นำทั้งสองได้แก่ เรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ การกำหนดบทบาทการเจริญเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองของจีน ท่าทีและการรับมือกับปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ เป็นต้น

การที่ประเทศจีนเริ่มเจริญเติบโตและแผ่ขยายอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความกังวลให้แก่สหรัฐอเมริกา โดยเกรงว่าอาจจะเกิดการขัดแย้งผลประโยชน์ จนเป็นเหตุให้มีการกระทบกระทั่งกัน ดังนั้น ในการเยือนครั้งนี้ประธานาธิบดีโอบามาจึงเสนอผู้นำจีนว่าอยากให้การขยายอำนาจของจีนเป็น “Peaceful Rise” คือขึ้นมาโดยสันติสุข ซึ่งผู้นำจีนได้ตกลงว่าจะให้ความร่วมมืออย่างดี

ตัวอย่างสำคัญที่โอบามาได้ยกมาประกอบในการป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา คือ เรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยผู้นำสหรัฐได้กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาถูกคุกคามทางไซเบอร์อย่างยิ่งจากบรรดาแฮคเกอร์ชาวจีน ที่ใช้วิธีทางอิเลคโทรนิคเข้ามาแฮค หรือสืบค้นข้อมูลสำคัญต่างๆ ของสหรัฐ อันเป็นข้อมูลลับ ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้รายงานกรณีการขโมยข้อมูล ซึ่งมีฐานมาจากประเทศจีนจำนวนมาก ทั้งในภาครัฐ และเอกชน กรณีสำคัญได้แก่ครั้งที่มีการรายงานว่าขณะนี้ได้มีการแฮคข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์จากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กว่า 40 รายการ ซึ่งสามารถสืบไปได้ว่าเป็นแฮคเกอร์จากประเทศจีน โดยประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวกำชับต่อไปว่า หากยังคงเกิดปัญหานี้ต่อไปอีก หากทรัพย์สินในรูปแบบข้อมูลของสหรัฐฯ จะยังคงถูกขโมยไปโดยแฮคเกอร์ชาวจีนอีก คงส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีปัญหาอย่างแน่นอน

ทางฝ่ายจีนได้ตกลงว่าจะให้การร่วมมืออย่างดี โดยกล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน โดยทางรัฐบาลจีนเองขณะนี้ก็เผชิญปัญหาการโดนขโมยข้อมูลเช่นกัน และกำลังเร่งแก้ปัญหา ได้นายหยาง เจียฉือ (Yang Jiechi) รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนได้กล่าวว่า “กรณีความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ควรจะเป็นเหตุให้ทั้งสองประเทศเกิดความกังขา หรือเกิดความแตกแยกกัน แต่ควรจะเป็นกรณีที่ช่วยส่งเสริม และเป็นเหตุให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศมากกว่า”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์จะยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของทั้งสองประเทศ ผู้นำจีนและสหรัฐฯ ต่างเห็นพ้องกันในประเด็นของเกาหลีเหนือ การทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือด้านสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งยังรวมถึงประเทศจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือเองด้วย

ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าการทดลองมิสไซล์ และนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไม่เป็นประโยชน์อันดี และไม่ส่งเสริมให้เกิดผลดีในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่การทดลองก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างภูมิภาคอย่างยิ่ง ดังนั้น ทั้งจีนและสหรัฐฯ จึงเห็นตรงกันว่าเกาหลีเหนือควรจะปลดอาวุธนิวเคลียร์ นั่นหมายความว่า ไม่มีประเทศใดในโลกนี้อีกแล้วที่ยอมรับหรือสนับสนุนการครองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนยังมีจุดยืนเดิมและยืนยันว่าตนจะยังคงเป็นพันธมิตรกับเกาหลีเหนือต่อไป เพียงแต่คัดค้านเรื่องการครองนิวเคลียร์ของประเทศดังกล่าวเท่านั้น

แม้ว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นการพบกันอย่างไม่เป็นทางการ แต่ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทั่วโลกจะต้องจับตามอง ท่าทีของเกาหลีเหนือนับจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อพี่ใหญ่อย่างจีนกำลังจะยื่นคำขาดให้หยุดดำเนินการทดลองนิวเคลียร์ ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะโล่งใจได้หรือไม่เมื่อความสัมพันธ์ของยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอย่างจีนและอเมริกาดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ปลอดภัยจากความขัดแย้งต่างๆ นี่น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกที่สามารถแบ่งเบาความกังวลจากภัยคุกคามความมั่นคงต่างๆ ไปได้บ้าง

แต่จะเป็นไปได้นานเท่าไหร่หรือ เป็นคำถามที่น่าคิดและติดตาม