วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิถีชุมชนในช่วงของการเลือกตั้งมาเลเซีย 2013

ผู้ที่สนใจความเคลื่อนไหวทางการเมืองของมาเลเซียคงได้รับทราบผลการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียที่มีขึ้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา

ซึ่งจัดให้มีการเลือกตั้งใน 2 ระดับ คือ

ระดับชาติ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 222 ที่นั่ง ใช้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเบอร์เดียว ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะ ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (BN : Barisan Nasional หรือ National Front Party)) ซึ่งประกอบด้วยพรรคอัมโน (United Malays National Organisation) ที่มีนายนาจิบ ราซัค เป็นผู้นำ พรรคเอ็มซีเอ (Malaysian Chinese Association) และพรรคเอ็มไอซี (Malaysian Indian Congress) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยได้ที่นั่งในรัฐสภาของรัฐบาลกลาง ทั้งหมด 133 ที่นั่ง ขณะที่ พรรคแนวร่วมประชาชน (PR : Pakatan Rakyat) ซึ่งประกอบไปด้วย พรรคพีเคอาร์ (PKR : Parti Keadilan Rakyat /People’s Justice Party) นำโดยนายอันวาร์ อิบราฮิม พรรคดีเอพี (DAP : Democrat Action Party) ของนายลิม กิต เสียง และพรรคพาส (PAS : Parti Islam Se-Malaysia /Pan-Malaysian Democratic Party) ได้ผู้แทน 89 ที่นั่ง

ระดับรัฐ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งรัฐ ทั้ง 13 รัฐ จำนวน 505 ที่นั่ง ซึ่งจัดการเลือกตั้งในวันเดียวกันผลการเลือกตั้งรัฐสภาแห่งรัฐ ปรากฏว่าพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (BN) ได้ 275 ที่นั่ง พรรคแนวร่วมประชาชน (PR) ได้ 230 ที่นั่ง

ผลคะแนนจาการเลือกตั้งข้างต้น สะท้อนลักษณะการเมืองของมาเลเซียที่มีการแบ่งขั้วทางการเมืองเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ระหว่างพรรคแนวร่วมประชาชน (PR) ที่นำโดยพรรคอัมโนของนายนาจิบ ราซัค กับพรรคแนวร่วมประชาชน (PR) ที่นำโดยพรรคพีเคอาร์ (PKR) ของนายอันวาร์ อิบราฮิม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคแนวร่วมแห่งชาติของนายราจิบ นายกรัฐมนตรี ของมาเลเซียจะเป็นฝ่ายกำชัยชนะทั้งระดับชาติและท้องถิ่น แต่เมื่อพิจารณาผลตัวเลขคะแนนรวมทั้งประเทศ หรือที่เรียกว่า Popular Votes กลับปรากฏว่าพรรคแนวร่วมร่วมประชาชน (PR) ของนายอันวาร์ ผู้นำฝ่ายค้านได้รับคะแนนสูงกว่าพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (BN) ประมาณ 5.6 ล้านเสียง ต่อ 5.2 ล้านเสียง ใกล้เคียงกับผลสำรวจความเห็นประชาชนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคฝ่ายค้าน

ข้อสังเกตประการต่อมา คือ พรรคการเมืองเกิดขึ้นในมาเลเซีย ทั้งพรรคอัมโน (United Malays National Organisation) พรรคเอ็มซีเอ (Malaysian Chinese Association) พรรคเอ็มไอซี (Malaysian Indian Congress) และพรรคพาส (PAS : Parti Islam Se-Malaysia /Pan-Malaysian Democratic Party) คือพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นจากการเป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งมลายู จีน และอินเดีย ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งพรรคการเมืองต่างๆ จึงพยายามรักษาฐานคะแนนเสียงของกลุ่มตนขณะเดียวกันก็พยายามชิงพื้นที่ชิงความนิยมจากประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กลยุทธ์ในการแย่งชิงมวลชนจึงให้ความสำคัญกับหมู่บ้าน/ชุมชน เพราะนั่นคือที่มาของคะแนนเสียง โดยพรรคการเมืองจะเลือกบุคคลที่เป็นที่ยอมรับในชุมชนให้เป็นตัวแทนของพรรค โดยในภาวะปกติตัวแทนของพรรคการเมืองจะทำหน้าที่คล้ายกับ “ผู้ใหญ่บ้าน” คอยดูแลความเรียบร้อยในหมู่บ้าน/ชุมชน ประสานกับงานกับพรรคการเมืองและสะท้อนปัญหาของคนในชุมชนเสนอต่อพรรค โดยแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชนอาจมีตัวแทนของพรรคการเมือง หรือ “ผู้ใหญ่บ้าน” มากกว่าหนึ่งคน และเมื่อถึงช่วงของการเลือกตั้ง “ผู้ใหญ่บ้าน” จะทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนน” ของพรรค เผยแพร่นโยบายของพรรคให้คนในชุมชนได้รับรู้ รวมถึงการแย่งชิงฐานมวลชนโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ

กลยุทธ์หนึ่งที่ “ผู้ใหญ่บ้าน” นำมาใช้ คือ การจัดเลี้ยง พบปะ พูดคุยเพื่อเผยแพร่นโยบายของพรรค โดยเฉพาะในช่วงคืนก่อนการเลือกตั้ง หรือที่คนไทยเรียกว่า “คืนหมาหอน” ตัวแทนของพรรคการเมืองในแต่ละชุมชนจะจัดให้มีงานเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งนอกจากเป็นการเรียกคะแนนนิยมจากคนในชุมชนแล้ว ยังเป็นการเช็คฐานเสียงเพื่อประเมินคะแนนเลือกตั้งในเบื้องต้นของพรรค ในคืนวันที่ 4 พฤษภาคม ก่อนการเลือกตั้งหนึ่งวัน ผู้เขียนได้มีโอกาสลงพื้นที่ในชุนชนบางแซะ เขตรัฐกลันตันซึ่งเป็นชุนชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยก็ได้พบว่ามีการจัดเลี้ยงในลักษณะดังกล่าวทั้งในส่วนของผู้สนับสนุนพรรคพาส และ ผู้สนับสนุนพรรคอัมโน

บรรยากาศเหล่านี้เป็นภาพที่พบได้โดยทั่วไป ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย ดังทัศนะของปรามวล แฮลาย ชาวมาเลย์เชื้อสายไทยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ชุมชนบางแซะ รัฐกลันตันที่ให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า “...สิ่งเหล่านี้คือวิถีของผู้คน วิถีของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกันและกัน เหมือนกับการนั่งกินน้ำชา แล้ววิพากษ์การเมือง หรือสภากาแฟนั้นแหละ แต่เป็นการกินเลี้ยงแค่นั้นเอง...มองว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า...คงจะไม่ผิดเพราะไม่ใช่เป็นเรื่องของการให้เงิน...” เช่นเดียวกับการรับ-ส่งคนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งสังคมไทยถือเป็นเรื่องที่ต้องปิดบังหรือแอบซ้อน แต่ในขณะที่สังคมมาเลเซียในระดับชุมชนท้องถิ่นสามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยเพราะ “...ถือว่าเป็นเรื่องของ “น้ำใจ” ของผู้คนในชุมชนที่ต้องเอื้ออารี ต้อยที่ต้อยอาศัยแก่กัน...ไม่ถือเป็นเรื่องของการซื้อเสียงเลือกตั้ง...”

นี่คือบรรยากาศและวิถีชุมชนของมาเลเซียในช่วงของการเลือกตั้ง