ภายใต้ร่มเงาประเด็นสิ่งแวดล้อม การลดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
ในหลายกรณีโรงงานอุตสาหกรรม ห้างร้าน หรือบ้านเรือนประชาชน ประหยัดพลังงานโดยการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เพราะเป็นเรื่องง่าย เพียงมีเงิน ทำได้ทุกคน
ดังนั้นหลายภาคส่วนที่ไม่ต้องการตกกระแสก็เริ่มต้นจากการเปลี่ยนหลอดไฟก่อนเสมอ ประกอบกับการออกแรงโปรโมทหลอดประหยัดของภาครัฐและเอกชน
แต่ที่บอกว่าการลดใช้หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับสิ่งแวดล้อม เพราะเพียงควักเงินในกระเป๋า เปลี่ยนหลอดไฟ โยนของเก่าทิ้ง ก็อ้างได้ว่าช่วยชาติประหยัดพลังงานแล้ว หากคิดขึ้นมาหน่อย ก็เอาหลอดไปบริจาคตามวัดหรือโรงเรียนในชนบท เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ใจบุญได้อีกยก
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว กลุ่มนี้คงเรียกได้เพียง กลุ่มอิงกระแส แต่ไม่ใช่ผู้สนใจสิ่งแวดล้อมตัวจริง หากเป็นตัวจริง ต้องคิดด้วยว่าหลอดไฟประสิทธิภาพต่ำตกรุ่นที่เปลี่ยนไปนั้น ควรมีปลายทางอย่างไร
การเปลี่ยนหลอด แต่ไม่จัดการให้สุดทาง ก็ไม่ต่างจาก ”ผู้ทำลาย”
ซากหลอดไฟกองเกลื่อน ส่งผลต่อทั้งคนเก็บขยะ คนขายของเก่า และก่อมลพิษจากการทำลายไม่ได้มาตรฐาน ทั้งต่อดิน น้ำใต้ดิน และอากาศเป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้จริง
มองถึงกลุ่มที่ไม่ได้ทิ้ง แต่นำหลอดประสิทธิภาพต่ำไปบริจาค ให้คนใช้ต่อ ยังไม่อาจสกรีนได้ว่าเป็น”ผู้รักสิ่งแวดล้อม” ยังเป็นเพียงผู้ปัดขยะ หรือความสกปรกไปที่อื่น
กรมควบคุมมลพิษ ประเมินเป็นสถิติไว้ว่า ภายใน 2-3 ปีหรือ 2559 จะมีซากหลอดไฟฟลูออร์เรสเซนท์เกิดขึ้น 280 ล้านหลอด
ดังนั้นเมื่อตั้งใจจะโหมโรงหลอดประหยัดไฟ ล่าสุด หลอด LED ที่ยกว่าเป็นนวัตกรรมหลอดประหยัดพลังงานล่าสุด ถึงขั้นมีการจัดงานใหญ่ LED Expo Thailand 2013 สัปดาห์หน้า มี 500 แบรนด์ดังทั่วโลก และอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง 8,000 รายจากทั่วโลกมาร่วมงานนี้
ก็ต้องฝากแม่งานอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่าไหนๆเป็นงานระดับเวิลด์คลาสขนาดนี้ ก็ควรมีเวทีพูดคุยถึงมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยน และสร้างความร่วมมือวางระบบ เก็บคืนของเก่า นำไปรีไซเคิลหลอมใช้ใหม่ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม สมเป็นเวิลด์คลาส ดีกว่าจัดงานใหญ่ แต่ได้ผลไม่ต่างจัดตลาดนัดขายของ
นอกจากนี้สิ่งที่จะต้องตั้งหลักให้ดี คือ การโปรโมท หลอด LED มีเป้าหมายสูงสุด เพื่ออะไร
หากจะให้เป็นกลไกใหม่เพื่อให้ประชาชนช่วยกันประหยัดเพื่อชาติ ก็ต้องมีการพิสูจน์ผลประหยัดอย่างชัดเจน และวางมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ พร้อมบอกข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ว่าหลอด LED แท้จริงแล้วเหมาะสมกับการใช้งานอย่างไร เพื่อให้เป็นรัฐที่จริงใจกับประชาชนอย่างแท้จริง
ไม่เช่นนั้นการที่หน่วยงานรัฐลงมาเล่นเอง เพื่อ โปรโมทหลอด LED โดยบอกแต่ข้อ”ดี”อย่างเดียว ไม่อาจมองเป็นอื่นได้นอกจากหลอกให้ประชาชนเสียเงินซื้อของไปวันๆ
กลายเป็นผู้ร่วมขบวนการทุนนิยมที่อิงกระแสสีเขียว หาของใหม่ที่ ”เขียวกว่าเดิม” มาให้ประชาชนจับจ่าย
ก็ภาวนาว่าให้แม่งาน ได้ฉุกคิดถึงเป้าหมายที่แท้ ไม่ทำเพียงเพื่อเปิดตลาดให้ผู้ผลิต LED ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ หรือ ช่วยออกแรงให้นายหน้าขาย LED ในประเทศ ให้ขายสินค้าในไทยได้มากขึ้นเท่านั้น
แต่ให้คิดอีกด้านว่า มีทางใดหรือไม่ ที่จะดึงการลงทุน การผลิต ถ่ายทอดเทคโนโลยีมายังคนไทย หรือสนับสนุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่คิดโดยคนไทย เพื่อไม่ปล่อยให้กระแสสีเขียวถูกชักโดยต่างชาติ






