วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าถามว่าจะปลดใครได้อย่างไร ถามว่าจะแสวงจุดร่วมได้อย่างไร

เมืองไทยคงเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการพูดถึงการ "ปลด" ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เว้นแต่ละวัน

และเหตุผลที่คนไทยได้ยินกันประจำทุกวันว่าผู้ว่าธนาคารกลางคนนี้ควรจะถูก "ปลด" เพราะไม่ทำตามที่ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องการให้ทำ

รัฐบาลอยากเอาเงินทุนสำรองไปใช้ลงทุน แบงก์ชาติเตือนว่าไม่เหมาะ จะสร้างปัญหา
รัฐมนตรีคลัง เสนอให้ลดดอกเบี้ย ผู้ว่าแบงก์ชาติบอกว่าลดดอกเบี้ยไม่ได้แก้ปัญหาเงินบาทแข็งหรือประเด็นอื่นที่รัฐบาลเห็นว่ามีสาเหตุจากธนาคารกลาง

รัฐมนตรีก็รู้ ผู้ว่าแบงก์ชาติก็รู้ นายกฯ ก็รู้ว่านโยบายการเงินไม่ได้กำหนดหรือตัดสินโดยผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หากแต่อยู่กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

รัฐมนตรีคลังบอกว่า “คิด” จะปลดผู้ว่าแบงก์ชาติทุกวัน
ถ้าปลดคณะกรรมการ กนง. ทั้งชุดได้, ก็คงจะปลดแล้ว แต่บอร์ด กนง. ปลดไม่ได้ง่ายเหมือนบอร์ดของรัฐวิสาหกิจทั่วไป

ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีสิทธิอำนาจพิเศษ กฎหมายเปิดทางให้ปลดได้ แต่ไม่ใช่เพราะมีความเห็นแตกต่างไปจากรัฐมนตรีคลัง หากแต่ต้อง

“...มีความประพฤติเสื่อมเสียร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่”
หรือเพราะ “...บกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรงหรือหย่อนความสามารถ...โดยมติดังกล่าวต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง”

ดร. วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะประธานคณะกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศชาติ เปิดแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา “อัด” แบงก์ชาติอีกรอบว่าธนาคารกลางไม่มีมาตรการที่จะแก้ปัญหาเงินบาทแข็งที่กระทบการส่งออก และย้ำว่าคณะกรรมการ กนง.นั้นประกอบด้วย “คนที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร มากจากไหน ไม่เห็นว่าจะมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค แต่มีอำนาจมาก ใครติก็ไม่ฟัง และไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชน...”

เสียงข้างมากในบอร์ดของ ธปท. สามารถปลดผู้ว่าฯได้ไหม?

ดร. วีรพงษ์ บอกว่า “ทำไม่ได้ เพราะเมื่อเปิดกฎหมายก็บอกว่าคณะกรรมการมีบทบาทและหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของ ธปท. ซึ่งเขียนไว้กว้าง ไม่มีอำนาจ เสียงข้างมาก็ไม่สามารถหยุดการทำงานของผู้ว่า ธปท. ได้...”

ว่าแล้ว ดร. โกร่ง ก็บอกว่า คงต้องฝากนายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแล แต่ก็ย้ำว่าไม่อยากให้ไปถึงขั้นที่ให้คณะรัฐมนตรีมีมติปลดผู้ว่าแบงก์ชาติเช่นกัน

“ผมไม่อยากไปก้าวก่ายงานของทั้งสองหน่วยงาน แต่ขอแสดงความวิตกกังวลว่าจะเกิดวิกฤติต่อระบบเศรษฐกิจของชาติมากซึ่งก็ฝากความกังวลนี้ไปถึงรัฐมนตรีคลังด้วย...” ดร. โกร่งพูดในการแถลงข่าววันนั้นด้วยน้ำเสียงของคนที่เป็นห่วงเป็นใยจริง ๆ

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาในกรณี “ความขัดแย้ง” นี้ก็คือ
1. ปลดผู้ว่าแบงก์ชาติคนนี้แล้ว ตั้งคนใหม่ที่รัฐมนตรีคลัง สั่งซ้ายหันขวาหันได้กระนั้นหรือ?

2. ถ้าได้ผู้ว่าธนาคารกลางในอาณัติของรัฐบาล, ความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยจะอยู่ในระดับใด?

3. ประเด็นเรื่องดอกเบี้ยและเงินบาทแข็งนั้นเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกันเพียงใด...สมควรที่รัฐบาลจะให้ข้อมูลประชาชน และคำชี้แจงจากธนาคารกลางที่เห็นแย้งก็ควรจะนำเสนอให้เกิดความกระจ่างต่อสาธารณชน

4. ทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางรับผิดชอบต่อประชาชน ต่างมีหน้าที่ต้องวิเคราะห์และให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างเปิดเผยและโปร่งใส เพราะข้อดีข้อเสียของมาตรการต่าง ๆ ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันขณะนี้มีผลกระทบที่แตกต่างต่อสังคมและธุรกิจในระดับที่ไม่เหมือนกัน, แล้วแต่ว่าจะมองจากผลประโยชน์ของกลุ่มใด จึงจำเป็นที่ข้อมูลจากทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางและ กนง. จะต้องได้รับการวิเคราะห์, วิพากษ์และวิจัยอย่างกว้างขวาง

ผมเชื่อว่า คุณวีรพงษ์, คุณกิตติรัตน์ และ คุณประสาร ไม่มีใครต้องการยึดกับตำแหน่งและอำนาจ เพราะ “โต ๆ” และ “ปล่อยวาง” กับชีวิตตลอดชีวิตมาแล้วทั้งสิ้น จึงอยู่ที่การแลกเปลี่ยนพูดจาและหาทางออกให้กับประเทศชาติร่วมกัน

ให้นายกฯยิ่งลักษณ์มา “ไกล่เกลี่ย” อย่างที่ ดร. โกร่ง เสนอ, ก็คงไม่สามารถฝ่าข้ามสภาวะของการเห็นแย้งระหว่างกระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติได้

เพราะหนทางแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครจะพูดจาอย่างไรกับใคร, หากแต่อยู่ที่ว่าเหตุผลข้อใดจะมีน้ำหนักและพุ่งไปที่การแก้ปัญหาจริง ๆ

อย่าถามว่าจะปลดใครได้อย่างไร ให้ถามว่าจะนำความเห็นแย้งมาสรุปเป็นทางออกที่ตอบคำถามคนส่วนใหญ่ได้มากที่สุดอย่างไร