วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ชาติ” กับการขยายตัวของทุนนิยม

ระบบเศรษฐกิจในสังคมไทยวันนี้ได้ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างเต็มตัวระบบเศรษฐกิจของสังคมชาวนาที่ครั้งหนึ่งดำรงอยู่คู่ขนานกับระบบทุนนิยม

ได้เสื่อมทรุดถอยพลังลงไปเรื่อยๆ การขยายตัวของระบบทุนนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ในสุญญากาศ หากแต่เกิดขึ้นในเงื่อนไขของการขยายตัวและความเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง “ชาติ”

การศึกษาที่อธิบายเรื่องกำเนิดและการขยายตัวของระบบทุนนิยมเล่มคลาสสิกที่สุด ได้แก่ "จริยธรรมโปรเตสแตนต์กับจิตวิญญาณของทุนนิยม" ของ มักซ์ เวเบอร์ ซึ่งอธิบายว่าการขยายตัวระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนั้นสัมพันธ์อยู่กับการที่ผู้คนได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธี รู้สึกเกี่ยวกับตนเองและโลกอันทำให้เกิดการเกิดนิกายพิวริตันที่เอื้ออำนวยให้เกิดทุนนิยมขึ้นมา การศึกษาของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “วัฒนธรรมกระฎุมพีกับวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์” ก็ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงก็สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคน

การศึกษาในเรื่องการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในช่วงหลังๆ นี้ได้พยายามอธิบายพลังปัจจัยความคิดที่แตกต่างไปจากที่เวเบอร์ได้วางเอาไว้ ที่น่าสนใจได้แก่ The Spirit of Capitalism : Nationalism and Economic Growth ของ Liah Greenfeld ซึ่งต้องการจะอธิบายว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักของการเกิดขึ้นและขยายตัวของระบบทุนนิยม และเธอได้เชื่อมโยงให้เห็นว่าพลังที่สำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจทุนนิยมขยายตัวออกจนเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจของโลก ได้แก่ความคิดเรื่อง “ชาตินิยม”

แม้ว่าความคิดเรื่อง “ชาติ” จะเป็นจินตนาการที่คนทั้งหลายในพื้นที่หนึ่งๆ ซึ่งในชีวิตนี้อาจจะไม่มีโอกาสพบกันเลย เช่น คนเบตง กับคนอมก๋อย แต่คนทั้งสองพื้นที่ก็สามารถมีจินตนาการร่วมกันได้ว่าเราล้วนเป็น “คนชาติไทย” แต่จินตนาการนี้ก็ส่งผลต่อปฏิบัติการทางสังคมอย่างมากมาย (งานของอาจารย์เบน แอนเดอร์สันครับ)

จินตนาการเรื่อง “ชาติ” นั้นจึงไม่ใช่จินตนาการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่สัมพันธ์อยู่กับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างลึกซึ้งทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ผลักดันคนจำนวนมากในชนบทไทยให้ออกมาสู่การผลิตสมัยใหม่หรือการผลิตเพื่อขายเพื่อสะสมทุนและลงทุนอย่างต่อเนื่องต่อไป ก็เพราะ คนกลุ่มมหึมากลุ่มนี้ได้เปลี่ยนแปลงความหมายของตนเองโดยได้เชื่อมตนเองเข้ากับพื้นที่ของ “ชาติ” นั่นเอง

ผมนึกถึงเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อนที่เดินทางท่องเที่ยวไปหาเพื่อนฝูงเพื่อร่วมดื่มน้ำสลายปัจเจกชน ผมจะพบว่าพี่น้องชาวบ้านมักจะนิยามตนเองว่าเป็นคนในพื้นที่มากกว่าการบอกว่าเป็นคนชาติไทย เช่น เป็นคนแม่แจ่ม คนอมก๋อย ชีวิตทั่วไปจะเข้ามาสัมพันธ์กับเมืองหรือกลไกอำนาจรัฐน้อยมาก (แม่แจ่มในสมัยนั้นต้องใช้เวลาเดินทางจากปากทางน้ำตกแม่ยะไปถึงอำเภอไม่ต่ำกว่าห้าชั่วโมง)

การศึกษาของคุณภิญญพันธุ์ พจนะลาวัลย์ เรื่อง การผลิตพื้นที่ประเทศไทย ได้ค้นพบข้อมูลว่าใน พ.ศ. 2506 มีคนไทยไม่มากนักที่รับรู้หรือเคยเห็นพระมหากษัตริย์ (จึงเกิดเรื่องเล่าทำนองว่าในหลวงเสด็จไปชนบท แล้วชาวบ้านหยิบธนบัตรมาเทียบดูกับพระพักตร์ของพระองค์ท่าน) ซึ่งก็หมายความว่าจินตนาการตนเองของชาวบ้านทั่วไปนั้นยังได้เชื่อมต่อกับความคิดเรื่องชาติอย่างแน่นแฟ้นเหมือนเช่นในปัจจุบัน

ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดเรื่อง “ชาติ” ในสังคมไทยที่สำคัญจึงได้แก่ การขยายตัวของความคิดเรื่อง “ชาติ” ออกไปยังพื้นที่ชนบทเข้มข้นมากขึ้นๆ โดยเฉพาะหลัง พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา การขยายตัวของรัฐในทศวรรษ 2520 เป็นการขยายตัวไปพร้อมกับการทำให้ชาวบ้านทั้งหลายในพื้นที่ห่างไกลได้เข้ามาเชื่อมต่อตัวเองกับ “ชาติ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สุขศาลา เกษตรตำบล ฯลฯ รวมทั้งที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างถนนที่เชื่อมต่อไปยังทุกหัวระแหง ซึ่งได้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแสวงหาที่ทำกินใหม่ในนามของคนไทยออกไปอย่างกว้างขวาง (คนอีสานอพยพไปเชียงรายมากมายและในระยะแรกๆ ก็มีความขัดแย้งกับคนพื้นที่ และต่อสู้กันในนามของ "คนไทย" กับ "คนพื้นที่")

การที่คนชนบทจำนวนมากได้เชื่อมตัวเองกับ "ชาติ" แนบแน่นมากขึ้นนี้ได้เป็นแรงผลักดันให้คนกลุ่มนี้ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเข้มข้นมากขึ้น เพราะความคิดเรื่อง “ชาติ” ได้โยงใยอนาคตของคนเข้ากับอนาคตของชาติ ความหวังของปัจเจกชนเรืองรองขึ้นเพราะจินตนาการเรื่อง “ชาติ” นี้เอง ลองนึกถึงการสร้าง “นิคมสร้างตนเอง” หลายสิบแห่งทั่วประเทศไทยซึ่งเป็นการบรรจุความหวังให้แก่คนในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชาติ และคนจำนวนมากก็บุกเบิกถางไร้ถางพงเพื่อผลิตเพื่อขายและผลิตเพื่อ "ชาติ" กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

การขยายตัวของ “นักชาตินิยมสามัญชน” กลุ่มใหญ่และกลุ่มใหม่นี้ดำเนินต่อเนื่องมาร่วมยี่สิบปี พวกเขาได้ก้าวเข้ามาสู่สถานะของชนชั้นกลางมากขึ้น หลังจากอุทิศแรงงานตนเองให้แก่ “ชาติ” มาอย่างเหนื่อยล้า บัดนี้กลุ่มคนกลุ่มมหึมานี้กำลังต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้าง “ชาติ” มากขึ้น

ความคิดเรื่อง “ชาตินิยม” ในสังคมไทยขยายตัวออกไปสู่ผู้คนเป็นละลอกๆ ไม่ได้แพร่ขยายออกไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ดังนั้น ความคิด “ชาตินิยม” ในกลุ่มคนแต่ละละลอกจึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แม้ว่าจะมีแกนหลักร่วมกันคือชาติไทยก็ตาม ความคิดของนักชาตินิยมชนชั้นกลางรุ่นหลัง 2500 ที่ได้สร้างเนื้อสร้างตัวบนฐานของชนชั้นกลางปกคอเสื้อขาวย่อมคิดฝันถึง “ชาติ” ที่แตกต่างไปจาก “นักชาตินิยมสามัญชน” ที่เติบโตมาในฐานของชนชั้นกลางปกคอเสื้อสีน้ำเงิน/ขาว/ผู้ประกอบการรายย่อย

ความขัดแย้งในสังคมไทยวันนี้ หากจะดูว่าเพราะมีความแตกต่างกันมากจึงทะเลาะ/ขัดแย้งกันก็ได้ แต่หากจะมองว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วพื้นฐานของความคิดไม่ได้แตกต่างกันมากจนคุยกันไม่ได้ เพราะฐานก็คือความคิดเรื่อง “ชาติ/ชาตินิยม” ก็ได้อีกเช่นกัน ดังนั้น หากคนในสังคมหาทางพูดคุยกันให้มากขึ้นก็จะลดความขัดแย้งลงไปได้อย่างแน่นอน