มีคนโพสท์ภาพ และข้อความนี้ใน Facebook เมื่อค่ำวันพุธที่ผ่านมา ขณะเกาะติดข่าวการให้การด้วยวาจาต่อศาลโลก
ที่กรุงเฮก โดยคณะทนายของไทยที่นำโดยคุณวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก
กลยุทธ์ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” หรือ “หมัดต่อหมัด” ของคณะนักกฎหมายไทยตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาทุกประเด็นที่นำมาฟ้องประเทศไทยนั้นได้รับการขานรับจากคนไทยทั่วไปที่ค่อนข้างน่าสนใจ
รัฐบาลไทยควรได้รับคำชมสำหรับการถ่ายทอดและแปลสดเป็นภาษาไทยให้คนไทยได้ติดตามกันอย่างใกล้ชิดและได้เนื้อได้หนัง อีกทั้งยังได้รสชาติรอบด้าน บางตอนถึงขั้นร้องซี้ดซ้าดหน้าจอทีวีกันทีเดียว
การย่อสรุปประเด็นออกข่าวทั้งข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชา ในวันแรกและการตอบโต้ของฝ่ายไทยในวันต่อมาโดยกระทรวงต่างประเทศก็ต้องถือว่าทำหน้าที่จับเนื้อหาใจความให้คนไทยได้เฝ้าติดตามกันอย่างเข้าถึง
เรื่องที่เคยฟังค่อนข้างสลับซับซ้อนเพราะเป็นรายละเอียดกฎหมายระหว่างประเทศก็ทำให้กระจ่าง...ต้องถือว่าเป็นความเก่งกล้าสามารถของทีมฝ่ายไทยที่นำโดยท่านทูตวีรชัย ที่ได้รับกำลังใจจากรองนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและรัฐมนตรีศึกษา พงศ์เทพ เทพกาญจนา และรัฐมนตรีกลาโหม พลอากาศเอกกำพล สุวรรณทัต
ทีมทนายความต่างประเทศของฝ่ายไทยก็ทำหน้าที่ได้ฉาดฉาน และหากไม่มีการถ่ายทอด และแปลสด ๆ ก็จะไม่ได้รับรู้เนื้อหาของการตอบโต้มากมายหลายประเด็นที่เป็นเรื่องใหม่หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่เคยเข้าใจได้ยากสำหรับคนไทยทั่วไป
ประเด็นที่สร้างความเกรียวกราวให้กับคนไทยทั่วไปที่รับฟังก็คือการตอบโต้จากฝ่ายไทยว่าใช้ "เล่ห์เหลี่ยม" ปลอมแปลงหลักฐานเพื่อหวังจะฮุบพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร
ด้านทนายกัมพูชา อ้างถึงการไปเยือนเขาพระวิหารของกรมพระยาดำรงฯ ฝ่ายทนายของไทยก็สามารถอ้างถึงการเสด็จของเจ้านโรดม สีหนุ เพื่อให้เห็นถึงข้อแย้งของไทยได้เหมือนกัน
ทนายต่างชาติฝ่ายไทยทำหน้าที่ได้คึกคัก โดนัลด์ เอ็ด แมกเรย์ ศาสตราจารย์กฎหมายชาวแคนาดา, เจมส์ ครอว์ฟอร์ด ศาสตราจารย์กฎหมายออสเตรเลีย และอแลง แปลเลด์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายชาวฝรั่งเศสขึ้นเวที “อัดกลับ” ฝ่ายเขมรอย่างถึงพริกถึงขิง
ไม่เพียงแต่ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ฝ่ายไทยเปิดโปงวิธีการอันไม่ชอบมาพากลของฝ่ายกัมพูชามาตลอดของความขัดแย้ง
ข้อต่อสู้ของไทยที่ชัดเจนที่สุดคือว่าฝ่ายเขมรเริ่มด้วยการ “บิดเบือนกระบวนการของศาลฯ” ด้วยการเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ขอตีความ” แต่ความจริงเป็นการ “อุทธรณ์” เพื่อให้ศาลฯตัดสินในเรื่องที่เคยปฏิเสธที่จะตัดสินมาแล้วเมื่อ 50 ปีก่อน
อีกทั้งยังมีความ “ไม่ชอบมาพากล” ของเอกสารหลักฐานที่เขมรใช้ในศาลครั้งนี้ เพราะ “แผนที่ภาคผนวกหนึ่ง” ที่กัมพูชาอ้างมีหลายชุด แผนที่ชุดที่กัมพูชายื่นต่อศาลฯในคดีเดิมแตกต่างจากแผนที่ชุดที่นำมาใช้ครั้งนี้
และเส้นบนแผนที่ก็ไม่สามารถถ่ายทอดลงบนภูมิประเทศได้อย่างถูกต้อง
ฝ่ายไทยย้ำว่ากัมพูชา นำแผนที่ที่ไทยเคยนำไปยื่นต่อศาลฯในคดีเดิมมา “แต่งเติม” เสียอีก
แน่นอนว่าฝ่ายกัมพูชา จะต้องแย้งกลับอย่างดุเดือนรุนแรงในการตอบโต้รอบที่สองที่จะเกิดขึ้นวันนี้ เพราะเกมนี้เขมรถือว่า “แพ้ไม่เป็น” ขณะที่ไทยอยู่ในฐานะที่ “แพ้ไม่ได้” เช่นกัน
เขมรขึ้นเวทียกสองต้องหวังให้มี "หมัดน็อก" แต่ผมเชื่อว่าหากฝ่ายไทย “คลุกวงใน” และยกการ์ดไว้ให้สูงก็สามารถชนะใจคนดูได้
กรรมการจะตัดสินอย่างไรประเมินยาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคำว่า “แพ้” หรือ “ชนะ” คือการที่ทั้งสองประเทศจะต้องหาทางออกทางการเมืองเพื่อป้องกันความขัดแย้งบริเวณชายแดนและความบาดหมางของความสัมพันธ์ที่มีต่อกันซึ่งย่อมจะเป็นผลเสียหายต่อทั้งสองฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับนายกฯฮุนเซน แห่งกัมพูชา, ไฉนจึงไม่ให้เขมรถอนคดีนี้จากศาลโลกก่อนหน้านี้ และหาทางร่วมกันพัฒนาบริเวณชายแดนที่เป็นพิพาทกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เพราะไม่ว่าศาลโลกจะตัดสินออกมาทางใด, ความจริงที่หนีไม่พ้นก็คือไทยและเขมรก็ต้องหาทางอยู่ร่วมกัน และหากร่วมกันพัฒนาบริเวณที่เป็นประเด็นขัดแย้งเป็นดินแดนแห่งการสานประโยชน์ได้, ก็จะเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสำหรับอาเซียนและชาวโลก









