วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รอยยิ้มไร้เดียงสา กับโศกนาฏกรรมบอสตัน

เด็กชายมาร์ติน ริชาร์ด วัย 8 ขวบ ที่มีรอยยิ้มให้กับเพื่อนเสมอ ได้กลายเป็นภาพรำลึกถึงเหตุการณ์โหดร้าย

แห่ง “บอสตันมาราธอน” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยากที่จะลืมเลือนไปอีกนานแสนนาน

เพราะเขาเป็น 1 ใน 3 เหยื่อที่เสียชีวิตหลังระเบิดสองลูกห่างกันไม่ถึง 1 นาที ตรงเส้นชัยวิ่งมาราธอนกลางเมืองบอสตัน

และมาร์ติน ต้องจากโลกนี้ไปในขณะที่มายืนรอรับคุณพ่อ Bill Richard ที่เข้าร่วมแข่งมาราธอน และได้วิ่งผ่านลูกชายที่น่ารัก ทักทายกันด้วย Hi-Five ก่อนที่เหตุร้ายจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที

เด็กชายมาร์ติน สิ้นใจที่โรงพยาบาล คุณแม่ Denise และน้องสาววัย 6 ปี Jane บาดเจ็บสาหัส ในเหตุการณ์เดียวกันนี้
ตัวเลขล่าสุด บอกว่า คนตายจากเหตุการณ์นี้ 3 ราย (หนึ่งในนั้นเป็นนักศึกษาจีน ที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัย Boston University) และบาดเจ็บกว่า 176 ราย

เป็นกรณีสยองขวัญที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยืนยันว่าเป็นการ “ก่อการร้าย” แน่นอน แม้ว่าจะยังไม่สามารถบอกได้ว่า “ใครเป็นคนทำ และทำเพื่ออะไร” ก็ตาม

แต่เมื่อมีระเบิดในระยะเวลาใกล้กันที่ห้องสมุด เคนเนดี้ ซึ่งห่างไปเพียง 5 กิโลเมตร ก็ยิ่งเท่ากับสำทับว่า ผู้ก่อการร้ายต้องการจะสร้างความโกลาหลให้กับสังคมมะกัน โดยไม่สนใจว่าเหยื่อของเหตุการณ์จะเป็นผู้ไร้เดียงสา ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น

เพื่อนบ้านบอกว่า ครอบครัว Richards มีความเป็นมิตรกับผู้พบเห็นเป็นประจำ และมักจะเห็นคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายคนโตวัย 10 ขวบ วิ่งออกกำลังกายด้วยกันเสมอ

เห็นภาพรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กวัย 8 ขวบคนนี้ และชะตากรรมของทั้งครอบครัวที่ต้องเผชิญอย่างโหดร้ายอย่างนี้แล้ว ประธานาธิบดีโอบามา ก็ย่อมจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

โอบามา บินไปเยือนบอสตันเมื่อวานนี้ เพื่อยืนยันว่าจะทำทุกอย่างที่จะจับตัวคนกระทำผิดมาลงโทษให้ได้

แต่หน่วยสืบสวนสอบสวนกลาง หรือ FBI ก็ยังบอกไม่ได้ว่า ผู้ต้องสงสัยหลายคนที่ถูกเชิญตัวมาสอบสวนนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ เพราะถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหา และยังสรุปไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็นการก่อร้ายภายในประเทศ หรือเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อเหตุร้ายต่างประเทศมากน้อยเพียงใดหรือไม่

เดิมทีที่ใครคิดว่าปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายระดับสากล กำลังจะลดความสำคัญลง หลังจากที่สหรัฐสังหาร อุซามะฮ์ บิน ลา ดิน ได้แล้ว ก็จะต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะกลุ่มคนที่ต้องการจะแสดงออกด้วยความรุนแรงในทุกรูปแบบ เพื่อต่อต้านสหรัฐยังพยายามจะหาหนทางที่จะก่อเหตุการณ์ร้ายแรงที่คาดไม่ถึงเสมอ

และกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ จะตามไล่ล่าสหรัฐไปทุกแห่งหน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ของมหาอำนาจโลกกับประเทศอื่น ยังไม่อาจจะจัดให้สอดคล้องต้องกันได้

ที่น่าสนใจ คือ ผู้ก่อเหตุร้ายเหล่านี้ มีเป้าหมายที่จะสร้างความสะเทือนขวัญอย่างเปิดเผย นั่นคือ การสร้างความรุนแรงในจุดที่เกิดเหตุ และในสถานการณ์ที่จะมีการรายงานข่าวอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดความตื่นตระหนกและตอกย้ำถึงความสามารถของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ในอันที่จะก่อเหตุที่ไหน เมื่อไรก็ได้

น่าสนใจเช่นกัน ว่า หลายคนในแวดวงเครือข่ายสังคมของจีน แสดงปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์นี้ ด้วยการบอกว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดในประเทศจีนได้ยาก

เพราะหากเกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ เจ้าหน้าที่จีนจะปิดข่าวฉับพลัน สื่อมวลชนไม่อาจจะเข้าถึงรายละเอียด และบริเวณที่เกิดเหตุจะถูกปิดล้อมกะทันหัน ข่าวจะออกก็แต่เฉพาะที่ทางการต้องการจะให้ออกเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ตั้งใจจะก่อเหตุร้ายให้ตูมตาม เพื่อให้ชาวโลกได้เห็นความสามารถในการสร้างความวุ่นวายได้อย่างกว้างขวาง ก็จะมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะ “ก่อเหตุแล้วไม่มีใครรับรู้” แน่นอน

สังคมมะกันกับความรุนแรงยังอยู่เคียงคู่กันต่อไป