โลกเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มิจฉาชีพที่เคยเรียกกันว่าโจร 500 คงไม่พอแล้ว
เมื่อการแพร่ระบาดของการโจรกรรมข้อมูลบนบัตรเอทีเอ็มที่เคยสร้างความครึกโครมให้ระบบธนาคารพาณิชย์เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา กลับมาสร้างความเสียหายอีกครั้ง เมื่อมีการร้องเรียนว่าเอทีเอ็มของลูกค้าอยู่กับตัวแท้ๆกลับถูกแอบกดเงินออกจากบัญชีไปเสียได้แบงก์สรุปเหตุการณ์นี้ว่าแก๊งค์ ATM Skimming กลับมาอีกแล้ว
ATM Skimming คือการคัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กบนบัตรเอทีเอ็มแล้วโจรกรรมรหัสเอทีเอ็ม ของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลไปทำบัตรปลอมแล้วถอนเงินออกจากบัญชีลูกค้าโดยไม่รู้ตัว สร้างความเสียหายให้ลูกค้าและธนาคารเป็นวงกว้างและเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ
หลักใหญ่ใจความคือเครื่องเอทีเอ็มที่มิจฉาชีพแอบเข้าไปติดตั้งเครื่องมือคัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กบนบัตร ซึ่งมักจะติดอยู่ในช่องเสียบบัตรและแป้นกดตัวเลขที่คนร้ายสามารถบันทึกรหัสเอทีเอ็มของเรา บางกรณีมิจฉาชีพทำทีเป็นขอความช่วยเหลือให้เราสอนวิธีการกดเงินจากเครื่องเอทีเอ็มที่ติดตั้งเครื่องSkimming ไว้แล้ว หากเราไม่ทันสังเกตุ ความผิดปกติของเครื่องเอทีเอ็มก่อนใช้บริการแล้ว มิจฉาชีพจะได้ทั้งข้อมูลในบัตรและยังได้รหัสลับสุดยอดของเราไปด้วย แม้เราจะพยายามเอามือป้องรหัสเพียงใดก็ตาม
ในปี 2553 ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งเครื่อง Anti-skimming ติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบความผิดปกติต่างๆ รวมทั้งความร่วมมือของสมาชิกสมาคมธนาคารไทยในการตรวจสอบเครื่องเอทีเอ็มของทุกธนาคารและรายงานความผิดปกติให้ธนาคารเจ้าของเครื่องรับทราบทันที
นอกจากนี้ยังมีความพยายามของธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพที่ลงทุนเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มชนิดแถบแม่เหล็กให้ลูกค้าหลายล้านบัตรให้เป็นบัตรเอทีเอ็มชนิดชิพการ์ดหรือ smart card ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการป้องกันการโจรกรรมแทนแถบแม่เหล็กรูปแบบเดิม ๆ
น่าเสียดายที่บัตรของธนาคารกรุงเทพถูกล๊อกให้ใช้กับเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพเท่านั้น สร้างความหงุดหงิดใจให้ผู้ใช้บริการธนาคารแห่งนี้อยู่ไม่น้อย และน่าเสียดายมากกว่านั้นเมื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบไม่ดำเนินรอยตามยักษ์ใหญ่ผู้เดียวดายแห่งนี้เลยสักแห่ง
ผ่านมา2-3 ปี ในที่สุดความสามารถของมิจฉาชีพก็วิ่งไล่ตามมาเท่าทัน อุปกรณ์Skimmer รุ่นใหม่ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเดิม และสามารถทำงานต้านกับอุปกรณ์ Anti skimmer ที่ธนาคารต่างๆ ติดตั้งไว้ได้ จึงทำการคัดลอกข้อมูลบัตรของลูกค้าจำนวนหนึ่งได้สำเร็จ และเล็ดลอดจากการตรวจสอบได้ การแก้ปัญหาในครั้งนี้ผู้ติดตั้งเครื่องอทีเอ็มหรือบรรดาธนาคารทั้งหลายคงต้องรื้อกระบวนการป้องกันแบบเก่าขึ้นมาเตือนลูกค้าเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นระหว่างการพัฒนาระบบไล่ล่ามิจฉาชีพไฮเทคให้ทัน
นาทีนี้ยักษ์ใหญ่ผู้เดียวดายอาจนั่งยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว เพราะบัตรเอทีเอ็มชนิดชิพการ์ดยังเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยอยู่ อาจเพราะความยากและไม่คุ้มค่าในการเจาะข้อมูลบัตรชิพการ์ดมีธนาคารเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการอยู่เทียบกับการเจาะฐานบัตรเอทีเอ็มแถบแม่เหล็กที่มีนับสิบล้านบัตร หรือการป้องกันไม่ให้กดเงินจากเครื่องธนาคารอื่นได้จึงลดโอกาสที่จะเจอเครื่องเอทีเอ็มที่ติดตั้ง Skimming โดยมิจฉาชีพได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ดูแลระบบเทคโนโลยีของธนาคารบัวหลวงก็ยังรับปากไม่ได้ว่าความปลอดภัยในเทคโนโลยีบัตรชิพการ์ดที่ยังปลอดภัยอยู่ในวันนี้จะดำรงอยู่ต่อไปได้อีกสักกี่วัน
เพราะไม่ว่าระบบการเงินจะพัฒนาไปเท่าไร มิจฉาชีพเหล่านี้ก็พยายามพัฒนาและหาช่องกลับมาเจาะระบบข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ได้อยู่เสมอ ธนาคารพาณิชย์จึงต้องพยายามพัฒนาระบบให้เหนือกว่าเทคโนโลยีที่มิจฉาชีพจะตามทันพร้อมกับการปกป้องข้อมูลควบคู่ไปกับการไล่ล่าให้ทันโจรไฮเทคเหล่านี้ด้วย
พาลให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Catch me if u can ที่สร้างโดย Steven Spielberg ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของ Frank Abagnaleยอดนักต้มตุ๋นระดับโลกที่แสนจะเก่งกาจหาตัวจับได้ยาก ผิดแต่ว่าพระเอกของเรื่องนี้เค้ากลับตัวกลับใจมาช่วยงานตำรวจเสียได้ แต่ในโลกการเงินตอนนี้เราทุกคนคงต้องปกป้องข้อมูลและเงินในกระเป๋าให้รอดจากมิจฉาชีพด้วยพวกเรากันเอง









