วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สู่ความเป็นหนึ่ง (จบ)

จากละครเพลงที่ยอดนิยม Phantom of The Opera ที่ฉายมายาวนานกว่า 7 พันรอบในบรอดเวย์และครองใจผู้ชมมาแล้วทั่วโลก

ให้แง่คิดกับผมว่าความสำเร็จระดับโลกเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากนักร้อง นักแสดง แต่เพียงลำพัง

แต่ต้องอาศัยทีมงานอีกมายมายทุกแผนกที่ล้วนเป็นคนธรรมดา แต่หลอมรวมผลงานออกมาเป็นการแสดงชั้นยอดได้

ไม่ต่างอะไรกับการบริหารองค์กรที่แต่ละบริษัทมีกลไก หลากหลายประกอบเป็นแต่ละฝ่าย แต่ละแผนก ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีฝ่ายขายที่เก่งที่สุดหากไม่มีฝ่ายผลิตสร้างสรรค์สินค้าที่ดีที่สุดขึ้นมาได้ ทุกฝ่ายต้องผสมผสานกัน แต่ถ้าไม่มีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ก็เหมือนมีแต่หัว ไม่มีตา ปาก สมองเลย

ถ้าไม่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ดี ก็เหมือนไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ และถ้าไม่มีฝ่ายบริการที่ดี ก็เหมือนไม่มีลำตัวที่จะเดินต่อไปได้ เพราะลูกค้าถ้าซื้อครั้งแรกแล้วประทับใจก็จะกลับมาซื้อกับเราอีก แต่ถ้าไม่ประทับใจครั้งเดียวก็จบ

ทุกแผนกจึงสำคัญใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายช่าง ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายบริการ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็แล้วแต่ ล้วนเป็นองค์ประกอบแห่งความสำเร็จของบริษัทได้เช่นเดียวกับละครเพลงที่ยกตัวอย่างไปสัปดาห์ที่แล้ว

แนวคิดแบบนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งการแสดง การบริหารองค์กร ไปจนถึงการบริหารประเทศ ล้วนไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นการพูดเรื่องเดียวกันแต่คนละมิติ โดยคนทั่วไปมักจะมองเห็นแต่ข้อบกพร่องของคนรอบข้างแต่กลับละเลยที่จะโทษตัวเอง

อาจเป็นเพราะคนเรามักจะชอบถูกยกย่องสรรเสริญ ถ้าเป็นความชอบจึงมักจะบอกว่าเป็นผลงานของตัวเอง แต่ถ้าเป็นความผิดบ่อยครั้งเราชี้ไปที่คนอื่น เรามักจะชี้นิ้วไปที่คนอื่นว่าเหตุผลที่ไม่สำเร็จเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่เคยบอกว่าตัวเองผิด ทั้งๆ ที่นิ้วที่ชี้ไปโทษคนอื่นนั้นมีอีก 4 นิ้วที่ย้อนกลับมาหาตัวเอง

เมื่อชี้นิ้วใส่ใคร ก็เปรียบเหมือนว่าคนอื่นก็เป็นอุปสรรคหมด ทุกสิ่งทุกอย่างคนอื่นผิด เมื่อไม่สำเร็จก็โทษว่าแผนกอื่นไม่ดี ไม่ให้ความร่วมมือ การพูดว่าแผนกคนอื่นไม่ดี รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องง่าย แต่หากเราดูจากการแสดงบรอดเวย์ระดับโลกที่ยกตัวอย่างไปจะเห็นว่า ถ้าไม่มีจุดสุดยอดของทุกองค์ประกอบ และไม่มีการผสมผสานกันก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น

เพราะการแสดงระดับนั้นแต่นอนว่ามีความซับซ้อนมากมายมหาศาล จึงเต็มไปด้วยปัญหา แต่ต้องอาศัยการฝึกซ้อม ซ้อมแล้วซ้อมอีกทั้งที่เล่นอยู่ทุกวัน เวลาที่ไม่มีการแสดง ก็ต้องฝึกซ้อมทุกวัน ซ้อมในเรื่องเดียวกัน หาจุดสุดยอดในเรื่องที่ทำอยู่ เช่นเดียวกับการเล่นดนตรี เรื่องแสงสีเสียง ที่จะต้องซ้อม และมีมืออาชีพมาช่วยดูแล และต้องค้นคว้าเพื่อพยายามหาทางทำให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อดูองค์กรที่เจริญ กับองค์กรที่ไม่เจริญ สุดท้ายต้องกลับมาดูสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดและเล็กที่สุด คือ ตัวเรารู้จักทำหน้าที่ และทำให้ดีที่สุด หากสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่สมบูรณ์ ก็ต้องถามตัวเองว่ามีอะไรที่จะทำได้ดีกว่านั้นหรือไม่ มีวิธีไหน จุดไหนที่เรายังทำไม่สมบูรณ์หรือไม่

เราต้องตระหนักว่าส่วนหนึ่งของความไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นนั้น เราปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ถ้าทุกคนคิดแบบนี้องค์กรจะเจริญ แต่ถ้าเมื่อไรองค์กรไหน หน่วยงานไหน หรือทีมไหนยังชี้นิ้วว่าคนอื่นเป็นหลัก ทั้งที่ 4 นิ้วชี้ตัวเอง 1 นิ้ว ชี้คนอื่น ความผิดอยู่ที่คนอื่น ก็คงต้องเปลี่ยนเป็น 4 นิ้วที่จะบอกว่าคนอื่นมีอะไรดี ตัวเองยังมีจุดบกพร่อง และยังมีจุดไหนที่จะปรับปรุงได้ ถ้าทุกคนมีทัศนคติแบบนี้หน่วยงานที่เขาสร้าง สังคมที่เขาสร้าง เรื่องราวที่เขาทำในอาชีพใดก็แล้วแต่จะเกิดคุณค่าขึ้นทันที

คนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ล้มเหลวต่างกันตรงนี้ คนที่ประสบความสำเร็จจะเห็นความแปลกใหม่เป็นสิ่งที่ตื่นเต้นท้าทาย แต่คนที่ล้มเหลว ความแปลกใหม่กลับกลายเป็นอุปสรรค์ที่เขาไม่ต้องการทำ และจะหาเหตุผลว่าทำแล้วไม่ดี เพราะไม่เคยทำ

คนที่สำเร็จจะดูอุปสรรคเป็นโอกาส และคนล้มเหลวดูปัญหาเป็นเหตุผลที่จะไม่ทำ จะเห็นว่ายากไม่มีทางเป็นไปได้เลยไม่ทำ เมื่อไม่ทำก็ไม่สามารถทะลุข้อจำกัด และไม่เกิดนวัตกรรม คนที่สำเร็จนั้นเห็นว่าความล้มเหลวไม่น่ากลัว เพราะจะเป็นฐานอีกก้าวที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ส่วนคนล้มเหลว เห็นว่าทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ มีแต่จะเกิดความล้มเหลวซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอาย ทำให้ตัวเองไม่มีหน้ามีตา ในที่สุดความล้มเหลวก็จะติดอยู่กับคนล้มเหลว ส่วนความสำเร็จจะติดอยู่กับคนที่มีทัศนคติที่ถูกต้อง

การก้าวสู่ความเป็นหนึ่งนั้นไม่ใช่ย่างก้าวที่ยากเย็น แต่เป็นก้าวเล็กๆ ที่ต้องมีความมั่นใจและเล็งเห็นสิ่งที่ตัวเรากำลังทำอยู่ อันจะนำไปสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต