ถึงจะแก้กันอีกสักกี่มาตราก็แก้ปัญหาไม่ได้

ในตอนต้นของหนังสือเรื่อง Why Nations Fail : The Origins of Power, Prosperity, and Poverty ของดารอน อาเซมอกลู และเจมส์ โรบินสัน ยกตัวอย่าง
เมืองสองเมืองที่อยู่ติดกันที่ชายแดนของอเมริกาและเม็กซิโก ซึ่งพลเมืองของทั้งสองเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นคนละตินอเมริกาเหมือนกัน แต่พอข้ามเส้นแบ่งเขตแดนของอเมริกาไปเมืองติดกันในเม็กซิโก สภาพความเป็นอยู่ต่างกันราวฟ้ากับดิน ผู้เขียนใช้ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า คนกลุ่มเดียวกัน หากอยู่ในโครงสร้างเชิงสถาบันที่ต่างกัน ย่อมมีชะตาชีวิตที่ต่างกันได้ ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์เดียวกันนี้มาประเมินความพยายามในการแก้กฎหมายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ บอกได้คำเดียวว่า สอบตก!
เมื่อแปดปีก่อน จอร์จ บุช ต้องพลาดท่าให้กับโอบามา เพราะบุชและทีมงานได้สร้างความเสียหายและความวุ่นวายให้กับสหรัฐและสังคมโลกไม่น้อย โดยเฉพาะความเสียหายในทางเศรษฐกิจและปัญหาการก่อการร้าย ในช่วงนั้น นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ความเสียหายระดับนี้ อาจทำให้บุชอยู่ไม่ครบสมัยแรกเสียด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเขาก็ยังอยู่ได้จนครบวาระ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันมีน้ำอดน้ำทนกับความเสียหายได้ก็เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับสถาบันมากกว่าตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลนั้นเปลี่ยนได้ทุกสี่ปี แต่ระบบการเมืองต้องอยู่คู่กับประเทศตลอดไป การทำลายระบบเพียงเพื่อถอดถอนคนคนหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองทั้งระบบ เมื่อถูกทำลายได้ครั้งหนึ่งก็หมายความว่าจะต้องมีครั้งที่สองและสามตามมา หากเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นมาอีก
ประเทศไทยซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโลก ตอนนี้ยังมีแต่ความสับสน ดูไม่ออกเลยว่าทิศทางการเมืองจะไปทางไหน เค้าลางของความรุนแรงและความสับสนวุ่นวายปรากฏให้เห็นเป็นรายวัน
สังคมไทยยึดเอาการเมืองของอเมริกาเป็นต้นแบบในการพัฒนาทางการเมือง (ทั้งที่ในบางมิติ การเมืองในอเมริกาไม่ได้สวยงามเลย) เวลามองการเมืองไทยเลยก็มักจะเอามาตรฐานการเมืองแดนอินทรีมาเป็นบรรทัดฐานวัดความก้าวหน้าของเรา ทั้งที่ในทางปฏิบัติแล้ว สิ่งที่เราทำนั้นตรงกันข้ามกับสหรัฐแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เรายึดถือกับตัวบุคคลมากกว่าระบบ นายกคนไหนไม่ถูกใจก็รวมตัวกันประท้วงไล่ มีรัฐธรรมนูญใหม่ แก้ไขรัฐธรรมนูญเก่ากันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นเรื่องธรรมดา วัดกันทีไรก็เลยรู้สึกว่าการเมืองบ้านเราไปไม่ถึงดวงดาวเสียที
หากเรามองโดยใช้กรอบของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งเชื่อว่า คนทุกคนมีเหตุมีผล การตัดสินใจตั้งอยู่บนการเปรียบเทียบผลได้ผลเสียของการต้องเลือกระหว่างการรักษาระบบการเมืองเอาไว้กับการยอมให้ผู้นำประเทศปู้ยี่ปู้ยำประเทศต่อไป พฤติกรรมทางการเมืองไทยก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และอนาคตของการเมืองไทยก็ไม่ได้มืดมิดหมดทางไป ตรงกันข้าม เมื่อใช้กรอบการมองแบบนี้ เราสามารถจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ถึงแม้มันจะยังอยู่อีกไกลก็เถอะ
ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา รัฐยังมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจค่อนข้างมาก นโยบายของรัฐส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนยังขึ้นอยู่กับการจัดสรรเงินของรัฐว่าจะเอาไปใช้ทางไหน จะออกกฎหมายอะไรมา รัฐวิสาหกิจและธุรกิจใหญ่ๆ เพียงไม่กี่แห่งก็เป็นผู้ครองตลาด ในทางปฏิบัติแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ แทบจะมีอิสระโดยสมบูรณ์ในการแสวงหากำไร สามารถผลักภาระทางการเงินให้กับผู้บริโภค โดยไม่ต้องห่วงปัญหาด้านข้อกฎหมาย ประชาชนจะรู้สึกถึงผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้แทบจะทันทีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
พฤติกรรมการคอร์รัปชันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นต้นทุนในการปล่อยให้คณะรัฐบาลทำงานต่อไป หากการคอร์รัปชันไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและระบบเศรษฐกิจจนเกินไปนัก ก็เป็นเรื่องพอจะยอมรับกันได้ เมื่อใดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้สร้างความเสียหาย หรือมีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันใกล้ ประชาชนจะรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น หากความเสียหายในระดับเดียวกันแต่เกิดขึ้นในอนาคตที่ไกลออกไป ความรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจก็จะไม่รุนแรงเหมือนกับผลกระทบในปัจจุบัน
การจะลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาล กดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก ก็มีต้นทุนของมัน การล้มล้างระบบหมายถึงสังคมต้องถอยหลัง เริ่มต้นนับหนึ่งทางการเมืองการใหม่ แถมยังมีความเสี่ยงของการหนีเสือปะจระเข้ เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะดีกว่าชุดเก่าหรือเปล่า
สำหรับในกรณีของประเทศไทยนั้น นักการเมืองที่เป็นตัวเลือกมีแต่หน้าเดิมๆ จะเลือกใครเข้าไป หัวหน้าพรรคไหนจะเป็นนายก ผลก็อาจจะไม่ต่างกันมากนัก เพราะฉะนั้น หากเลือกรักษาระบบเอาไว้ ปล่อยให้ระบบทำงานต่อไปได้ รอให้ครบวาระ แล้วเลือกกันใหม่ เลือกตั้งกันอีกกี่รอบ คนที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็เป็นคนกลุ่มเดิม จึงไม่เห็นประโยชน์ว่าจะรักษาระบบไปทำไม
หรือว่าสังคมไทยจะหมดหวังเสียแล้ว?
หากเอาบรรทัดฐาน ณ เวลานี้ของอเมริกามาเป็นตัววัด ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น...
แต่...ประเทศไทยไม่ใช่สหรัฐอเมริกา...ประวัติศาสตร์ของเราแตกต่างกับอเมริกาแบบเทียบกันไม่ได้เลย....การเอาอเมริกามาเป็นไม้บรรทัดวัดความก้าวหน้าอาจไม่เหมาะสม
สังคมไทยกำลังเรียนรู้ การเรียนรู้ทางสังคมนั้นใช้เวลานานกว่าการเรียนรู้ของคนคนหนึ่ง บางครั้งอาจต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วคนกว่าประชาชนในทุกภาคส่วนของสังคมจะเรียนรู้บทเรียนทางการเมือง ซาบซึ้งว่า การปล่อยให้ชะตากรรมขึ้นอยู่กับคนไม่กี่คน การปล่อยให้นักการเมืองทำอะไรก็ได้ตามใจ การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่สนใจติดตามพฤติกรรมของคนที่เราเลือกเข้าไป เพราะคิดว่าไม่ได้กระทบกับตัวเองโดยตรง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองทั้งนั้น
สังคมไทยกำลังเรียนรู้จากบทเรียนต่างๆ เราเริ่มรู้แล้วว่า หากรัฐบาลเก่งจริง เราคงไม่ต้องมาถอนหายใจกันรายวัน หากรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ ลูกหลานเราน่าจะมีโอกาสได้เรียนสูงๆ มีอนาคตที่ดี หากเราให้โอกาสคนดีได้เข้าไปทำงานเพื่อบ้านเมืองมากขึ้น คนไทยคงไม่ต้องหลั่งเลือดเสียน้ำตากันมากเหมือนที่ผ่านมา
บทเรียนเหล่าคือสิ่งกำหนดทางเดินให้กับการพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเรา แม้จะไม่เหมือนกับประเทศอื่น แต่เราก็กำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ล้มบ้าง ถอยหลังบ้าง อย่าไปท้อใจ เพราะการพัฒนาประชาธิปไตยในภาคปฏิบัตินั้นเป็นแบบทางใครทางมัน แต่ที่แน่ๆ การแก้ไขรายมาตรา ที่ไม่ได้นำมาซึ่งโครงสร้างเชิงสถาบันที่ดีขึ้นแบบที่ทำกันอยู่ในตอนนี้ ต่อให้แก้แค่กันสักแค่ไหน สุดท้ายก็ยังลงเอยเหมือนเดิม







