คำสั่งให้ กองทัพเกาหลีเหนือ พร้อมรบ จากผู้นำสูงสุด คิมจองอึน วัย 30 ออกมาตอนเที่ยงคืน...
เหมือนคำประกาศต่อสหรัฐ ว่า “กูไม่กลัวมึง” ยามวิกาลทีเดียว
เป็นการใช้ภาษาดุดันที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาจากเปียงยาง ในช่วงหลังนี้เพราะเกาหลีเหนือประกาศตัดโทรศัพท์ “สายร้อน” กับโซลก่อน จากนั้นก็ออกคำสั่งว่า “สัญญาสงบศึกชั่วคราว” กับเกาหลีใต้เป็นโมฆะแล้ว เพราะ “สงครามจะระเบิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้”
และวันต่อมาก็ออกประกาศด้วยน้ำเสียงกร้าว ว่า ประเทศได้เข้าสู่ “ภาวะสงคราม” กับเกาหลีใต้แล้ว
ถามว่า...อย่างนี้ จะทำให้เกิดสงครามเกาหลีรอบใหม่หรือไม่?
คำตอบของผม คือ ณ วันนี้ยัง...เป็นเพียง “สงครามน้ำลาย” มากกว่าจะเป็นการเตรียมรบภาคพื้นดินหรือทางอากาศ ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้หรือกับสหรัฐ
เพราะว่าแสนยานุภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ ยัง "เป็นรอง" มากนัก แต่ที่ "คิมจองอึน" ต้องแสดงความขึงขังด้วยลีลา น้ำเสียง และระดมทหารให้มาพาเหรดที่จัตุรัสกลางเมือง พร้อมยกมือตะโกน “พร้อมรบ” นั้น เป็นเพราะเขาต้องส่งสัญญาณให้คนของเขาเองเห็นว่าเขาคือผู้นำตัวจริง เสียงจริง ใครอย่ามาคิดลองของเป็นอันขาด
ที่สำคัญ ผู้นำหนุ่มคนนี้ ต้องให้กองทัพเกาหลีเหนือ ที่เคยยอมรับบารมีของพ่อและปู่อย่างราบคาบ ยอมรับตนเองในระดับเดียวกันด้วย
ดังนั้น ที่ได้ยินเหมือนเป็นเสียงลั่นกลองรบจากเกาหลีเหนือในช่วงนี้ จึงเป็นการ "สร้างอำนาจต่อรอง" ทั้งในประเทศและกับสหรัฐ เพื่อให้มีการเจรจาแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง
หากเรียงลำดับเหตุการณ์ช่วงหลังนี้ ก็จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าใครทำอะไรใคร จึงเกิดความตึงเครียดรอบใหม่นี้ขึ้นมาอีกครั้ง
12 ธันวาคม ปีที่แล้ว เกาหลีเหนือ ยิง "จรวด 3 ชั้น" ขึ้นไปในท้องฟ้า อ้างว่าเป็นการส่งดาวเทียมขึ้นทำการสำรวจอวกาศ แต่สหประชาชาติออกคำประณามว่านั่นคือ การทดลองจรวดขีปนาวุธ ซึ่งถูกห้ามภายใต้คำสั่งขององค์กรโลก
12 กุมภาพันธ์ เกาหลีเหนือทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน เป็นครั้งที่สามหลังจากเคยทำมาแล้วในปี ค.ศ. 2006 และ ปี ค.ศ. 2009
7 มีนาคม สหประชาชาติ อนุมัติเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเปียงยาง แต่เกาหลีเหนือประกาศว่าตนมีสิทธิที่จะโจมตีสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกถล่ม (pre-emptive strike)
11 มีนาคม สหรัฐกับเกาหลีใต้เริ่มการซ้อมรบ และเกาหลีเหนือประกาศยกเลิกข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว ขณะที่สหประชาชาติบอกว่าการยกเลิกสัญญาสงบศึก จะทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ไม่มีผลทางปฏิบัติ
19 มีนาคม สหรัฐ ส่ง "เครื่องบินล่องหน" B-2 (ที่สามารถหย่อนระเบิดนิวเคลียร์ได้) เหนือน่านฟ้าเกาหลีใต้ หลังจากที่เกาหลีเหนือ ขู่ว่าจะโจมตีเป้าหมายสหรัฐและเกาหลีใต้
20 มีนาคม สถานีโทรทัศน์และธนาคารบางแห่งของเกาหลีใต้ ถูกโจมตีทางไซเบอร์ แต่ไม่รู้ต้นตอของการก่อเหตุร้ายออนไลน์ครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เกาหลีเหนือ ประกาศว่าเว็บไซต์บางแห่งของตนถูกโจมตีทางไซเบอร์ก่อน
27 มีนาคม เกาหลีเหนือตัดโทรศัพท์สายร้อน หรือ hotline กับ เกาหลีใต้ ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดจุดเชื่อมโยงทางการสายตรงของทั้งสองประเทศ
28 มีนาคม สหรัฐส่งเครื่องบิน “ล่องหน” เหนือช่องแคบเกาหลีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตอกย้ำว่าตนสามารถจะโจมตีเป้าหมายไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้
30 มีนาคม เกาหลีเหนือ ประกาศว่าได้เข้าสู่ “ภาวะสงคราม” กับเกาหลีใต้แล้ว
ประเมินจากเหตุผลรอบด้านแล้ว เกาหลีเหนือกำลังต้องการ “ความสนใจ” จากชาวโลก เพื่อชี้ให้เห็นว่า สหรัฐ คือ “ผู้ร้าย” เพราะเป็นคนข่มขู่คุกคามก่อน และเกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้ พร้อมจะสู้ตายถวายชีวิต
แต่ เปียงยาง มีปัญหาภายในมากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ยอบแยบ ข้าวปลาอาหารที่ขาดแคลน กองกำลังที่แม้จะมีทหารเกินล้านคน แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่ทันสมัยพอที่จะทำสงครามสมัยใหม่ได้
ล่าสุด ขณะที่เขียนอยู่นี้ (เช้าวันจันทร์) มีข่าวว่า มติของ พรรคคนงาน (ชื่อทางการของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ) ยืนยันว่า ยังไงๆ เสีย ก็จะไม่ยอมเจรจาต่อรองกับสหรัฐ เพื่อให้เลิกการทดลองนิวเคลียร์ แม้ว่าอเมริกาจะเสนอเงินช่วยเหลือทดแทนเป็นพันล้านดอลลาร์ ก็ตาม
ขณะเดียวกัน อเมริกาก็ส่งฝูงบินรบ F-22 ใหม่ จากฐานทัพในญี่ปุ่น มาร่วมซ้อมรบเกาหลีใต้แล้ว...เพื่อต้องการจะกดดันเปียงยางต่อเนื่อง
เผชิญหน้ากันอย่างนี้ อยู่ที่ใครว่าจะยอมกะพริบตาก่อนเท่านั้น
แต่ข่าววงการการบิน บอกว่า สายการบินแห่งชาติเกาหลีเหนือ Air Koryo เพิ่งประกาศเพิ่มเที่ยวบินในฤดูใบไม้ผลินี้ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวไปเมืองหลวงเปียงยางอย่างคึกคัก แม้ว่าขณะที่กองทัพออกประกาศเตรียมรบอย่างขึงขัง
แปลว่า การศึกสงครามยังจะไม่เกิดในเร็ววันนี้...และวิวาทะขู่เรื่องสงครามนั้น ส่วนใหญ่ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องทำสงครามจริงเท่านั้นเอง









