คุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนทำงานในปัจจุบันคือความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือ การทำงานร่วมกันเป็นทีมและเป็นกลุ่ม
หลายๆ สถาบันการศึกษาและองค์กรต่างสนับสนุนให้ผู้เรียนและพนักงานของตนเองทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม โดยมีความคาดหวังว่าการทำงานร่วมกันเป็นทีมนั้นจะช่วยทำให้ผลการทำงานของพนักงานและองค์กรดีขึ้น อย่างไรก็ดีเริ่มมีงานวิจัยที่ค้นพบมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม ที่อาจจะสวนความคิดและความเชื่อของเราครับ ลองมาดูกันนะครับ และอาจจะลองปรับไปใช้ในองค์กรของท่านดู
เรามักเข้าใจว่าการทำงานเป็นทีมนั้นทำให้ผลการดำเนินงานดีกว่าผลรวมการทำงานเดี่ยวๆ ของพนักงานแต่ละคน ที่ผู้บริหารพยายามทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Synergy อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรามักจะมองข้ามไปก็คือแทนที่จะเกิด Positive Synergy นั้น การทำงานเป็นทีมอาจจะนำไปสู่ภาวะ Negative Synergy ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการทำงานเป็นทีมทำให้เกิดความเสียเวลาและผลิตภาพที่ลดลงกว่าการทำงานเดี่ยวๆ
มีงานวิจัยจาก University of North Calorina ที่พบว่าผลิตภาพต่อคนลดลงถึงร้อยละ 40 เมื่อทำงานเป็นทีมทีเดียว อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบอีกนะครับว่า ในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมนั้น ไม่มีหลักฐานในเชิงประจักษ์อย่างชัดเจนว่าองค์กรดังกล่าวมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการทำงานเป็นทีมจะไม่ดีหรือไม่ควรจะมีนะครับ เพียงแต่อยู่กับว่าเรามีแนวทางในการบริหารทีมหรือกลุ่มอย่างไร มีงานวิจัยอีกชิ้นที่คิดค้นกฎ 60 / 30 / 10 เกี่ยวกับการทำงานเป็นกลุ่มหรือทีมขึ้นมาครับ โดยกฎดังกล่าวนั้นระบุว่าร้อยละ 60 ของความสำเร็จของทีมหรือกลุ่มนั้นเกิดขึ้นก่อนทีมจะมีการพบเจอกันด้วยซ้ำไป
เนื่องจากความสำเร็จของทีมนั้นจะมาจากทั้งความสามารถของผู้นำทีม หรือ เป้าหมายของทีมนั้นท้าทายแต่บรรลุได้หรือไม่ รวมทั้งความรู้ ความสามารถของคนที่ถูกดึงเข้ามาร่วมทีม ส่วนอีกร้อยละ 30 ของความสำเร็จนั้นมาจากตอนเริ่มต้นของทีม ไม่ว่าจะเป็นสภาวะที่ทีมมาพบเจอกันครั้งแรก หรือ การแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างสมาชิกภายในทีม และความคาดหวังร่วมกัน ส่วนอีกร้อยละ 10 สุดท้ายนั้นมาจากตอนที่ทีมเริ่มทำงานร่วมกันแล้ว
จากกฎ 60 / 30 / 10 ทำให้เห็นว่าความสำเร็จของการทำงานร่วมกันเป็นทีมนั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากช่วงของการทำงานนะครับ แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มต้นพบปะหรือเจอกันด้วยซ้ำ
ปัจจัยสำคัญอีกประการต่อความสำเร็จของทีมนั้นคือการแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนระหว่างสมาชิกภายในทีม ทีมจะทำงานได้ดีอย่างมีคุณภาพต่อเมื่อสมาชิกทุกคนในทีมรู้และเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง เพียงแต่ไม่ได้หมายความว่าบทบาทของสมาชิกทุกคนในทีมจะต้องเท่าเทียมกัน เพียงแต่ทุกคนจะต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์เริ่มมีภาวะกดดันเข้ามา สมาชิกทุกคนจะต้องเข้าใจในบทบาท ที่ตนเองต้องทำ
ความเข้าใจผิดอีกประการที่น่าสนใจเกี่ยวกับทีมก็คือ การที่ทีมจะทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จร่วมกันได้นั้น สมาชิกทุกคนจะต้องเป็น “เพื่อน” กัน หรือ มีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน แต่งานวิจัยก็แสดงให้เห็นกลับกันครับ นั้นคือความสำเร็จของทีมกลับเป็นตัวที่นำไปสู่สัมพันธภาพที่ดีของสมาชิกภายในทีม
สุดท้ายสมาชิกแต่ละคนในทีมไม่จำเป็นที่จะต้องมีสถานะเท่าเทียมกัน อาจจะมีดาวดวงเด่นอยู่บ้าง และดาวเด่นเหล่านั้นอาจจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากสมาชิกอื่นในทีม คำถามสำคัญคือการที่ดาวเด่นในทีมนั้นได้รับการปฏิบัติที่พิเศษนั้นจะส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมโดยรวมหรือไม่? คำตอบจากงานวิจัยพบว่า ถึงแม้ดาวเด่นนั้นจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นพิเศษแต่ถ้าผลการดำเนินงานของดาวเด่นนั้นโดดเด่นสมราคาจริงๆ สมาชิกผู้อื่นในทีมก็ยอมรับได้และยอมรับต่อความแตกต่างที่ดาวเด่นนั้นได้รับ แสดงให้เห็นว่ายิ่งคนที่เป็นดาวดวงเด่นนั้นอาจจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นพิเศษ แต่ความคาดหวังของผลงานที่ดาวดวงเด่นนั้นจะแสดงออกก็ต้องสูงตามไปด้วย
เป็นอย่างไรบ้างครับแนวคิดในอีกมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับการทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม หลายประเด็นก็น่าสงสัย หลายประเด็นของน่าคิดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรที่เน้นการทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม กับ ผลการดำเนินงานขององค์กร เราอาจจะต้องปรับแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับกลุ่มหรือทีมกันบ้างนะครับ






