ในรอบปีที่ผ่านมา หรืออาจกล่าวได้ว่าในรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาสมัยแรก รัฐบาลสหรัฐฯดูจะให้ความใส่ใจต่อภูมิภาคเอเชียมาเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นได้จากการกระชับสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของบรรดาผู้นำ ที่เด่นมากที่สุดคือการมาเยือนบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางฮิลลารี คลินตัน ตลอดสมัยรัฐบาลโอมาบาแรก นอกจากนี้ในช่วงปลายปี 2012 หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาได้ผ่านพ้นไป ภารกิจแรกๆ ของประธานาธิบดีโอมาบาคือการมาเยือนประเทศในเอเชียหลายประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน และแน่นอน นั่นหมายรวมถึงประเทศไทยด้วย
การเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ถูกตีความไปต่างๆ นานา บ้างว่าสหรัฐต้องการแผ่ขยายฐานอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และน่านน้ำแปซิฟิก เพื่อให้เป็นกันชนป้องกัน หรืออาจเรียกว่าจำกัดบริเวณการเจริญเติบโตของจีนที่เริ่มจะขยายพลังทางเศรษฐกิจครอบคลุมไปทุกพื้นที่ทั่วโลก บ้างก็ว่าเป็นการเตรียมกำลังเพื่อประมือกับเกาหลีเหนือที่เริ่มมีท่าที่แข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ บ้างก็ว่าเป็นการเคลื่อนไหวเปิดตลาดเพื่อบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐเองฯ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะมีการตีความการเข้ามาของสหรัฐฯครั้งนี้ไปต่างๆ นานา มากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สหรัฐอเมริกาเริ่มให้ความสำคัญและเข้ามามีบทบาทในพื้นที่จริง
เรื่องนี้ได้รับการยืนยันในงานการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง "ความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในทศวรรษหน้า : การกลับมาถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาในเอเชีย" (Asia Pacific in the Next Decade: the US Rebalancing toward Asia) ที่มี Siam Intelligence Unit (SIU) เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เมื่อวานศุกร์ที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา Charles B. Salmon, Jr. หนึ่งในผู้บรรยายในงาน ได้ให้ข้อเสนอว่าสหรัฐอเมริกานั้นกำลังวางแผนเพื่อกลับมามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง โดยท่านทูตได้ใช้หลักฐานเป็นบรรดาสุนทรพจน์ตัดตอนบทต่างๆ ของผู้นำสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้นำฝ่ายทหาร ฯลฯ ซึ่งเป็นคำพูดที่แสดงให้เห็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อภูมิภาคเอเชีย ว่าที่สหรัฐฯ จำเป็นจะต้องขยายบทบาทในภูมิภาคดังกล่าว แท้จริงแล้วมิได้เกี่ยวข้องกับการต้านทานอำนาจของจีน แต่เป็นไปโดยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ เองมากกว่า กล่าวคือสหรัฐฯ ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจอันทรุดโทรมของตัวเองโดยให้ภูมิภาคเอเชียเป็นตลาดที่สำคัญ
นอกจากนี้วิทยากรยังกล่าวว่าบทบาทที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียครั้งนี้ของสหรัฐอเมริกาไม่อาจเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น "การกลับมา" เหมือนที่ใครๆ กล่าว หากเป็นการกระชับ หรือเพิ่มบทบาทขึ้นมากกว่า เนื่องจากว่าตั้งแต่สมัยสงคราม ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาสหรัฐอเมริกาได้มีอิทธิพลอย่างยิ่งในบริเวณนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น และแม้ว่าอิทธิพลของชาติดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงในปลายศตวรรษ แต่มันก็มิได้หดกลับหรือเหือดหายไปจากภูมิภาคนี้แต่อย่างใด ในเอเชียยังคงตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นละอองแห่งอำนาจของสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องคิดก็คือ การเพิ่มอิทธิพลครั้งนี้ของสหรัฐฯ มันจะเป็นไปได้จริงหรือ? นาย John Brandon ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานโครงการประจำภูมิภาคของมูลนิธิเอเชีย หนึ่งในวิทยากรในการประชุม ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า เมื่อในตอนนี้รู้กันดีอยู่แล้วว่าการคลังของอเมริกามีปัญหา และหากอเมริกาต้องการดำเนินนโยบายขยายอิทธิพลจริง คำถามก็คือ จะเอาเงินมาจากไหนล่ะ? นอกจากนี้ สิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญ หรือสิ่งหนึ่งที่ท้าทายสำหรับสหรัฐอเมริกาในการดำเนินนโยบายครั้งนี้ก็คือ การประคับประคองความสัมพันธ์กับประเทศจีน อาเซียนจะกลายเป็นเวทีที่สำคัญที่ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนจะมาเจอกัน เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าอาเซียนเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของจีน
ดังนั้น คำกล่าวที่ว่าการดำเนินนโยบายของอเมริกาในเอเชียเป็นไปโดยเหตุผลทางเศรษฐกิจมิได้เกี่ยวข้องกับจีนแต่อย่างใด คงจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อจีนก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญในภูมิภาคนี้ หากสหรัฐฯจะเข้ามาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งแย่งตลาดกันกับจีน นี่เป็นเรื่องท้าทายอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ทั้งสหรัฐฯและจีน จะดำเนินนโยบายอย่างไรหากในอนาคตเกิดการขัดแย้งทางผลประโยชน์เศรษฐกิจกัน? หากเกิดปัญหาการจัดการปัญหาจะมุ่งไปสู่ความรุนแรงหรือไม่? สหรัฐจะแข่งกับจีนได้อย่างไรในสภาวะย่ำแย่ทางการคลัง? และเหล่านี้หมายความว่าบรรดาชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องตกเป็นแพะรับบาปเช่นนั้นหรือ?
ในทัศนะของนาย Robert Fitts หนึ่งในวิทยากรงานประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เห็นว่ายังคงไม่มีหลักฐานใดแน่ชัดที่ยืนยันว่าสหรัฐฯ และจีนจะเกิดการขัดแย้งทางผลประโยชน์กัน อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรให้กังวล เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าทั้งสหรัฐฯและจีน มีความสนใจ หรือมีนโยบายทางการค้าต่างประเทศที่คล้ายคลึงกันอยู่ เช่น ทั้งสองประเทศมีความสนใจในการเปิดเสรีทางการค้า นอกจากนี้ ไม่ใช่ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่มีอำนาจใจการแข่งขันกับจีนเสียทีเดียว แม้เงินคงคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐฯจะมีปัญหา แต่สหรัฐฯ ยังคงมีงบประมาณจากภาคส่วนเอกชน บรรษัทข้ามชาติต่างๆ ที่จะมาเป็นตัวละครสำคัญในเวทีการค้าครั้งนี้ กล่าวคือรัฐบาลสหรัฐไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินของตัวเองมากมายนักในเวทีนี้ แต่ใช้เอกชนในประเทศเป็นหมากสำคัญในการเดินเกมมากกว่า ดังนั้นการแข่งขันครั้งนี้ยังคงไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าสหรัฐฯ จะเสียเปรียบจีน หากเป็นการแข่งขันที่ต้องติดตามในตอนต่อไป
ในตอนนี้ การดำเนินการของสหรัฐกำลังรุกหน้าอย่างเข้มข้น โดยการผลักดันเขตการค้าเสรีตามความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP - Trans Pacific Strategic Economic Partnership) อย่างเต็มที่ เป้าหมายตามความตกลงนี้ คือการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกามาลงมือผลักดันด้วยตนเอง
สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่คงเป็นสภาวะดาบสองคมที่จะต้องประสบ กล่าวคือ แน่นอนว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจของสหรัฐและจีนเวทีอาเซียน จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคให้รุดหน้าขึ้นไปได้ อย่างไรก็ดี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจแปรผกผันกันกับความมั่นคงทางการเมือง หรืออธิปไตยของบรรดาชาติเหล่านี้ เปรียบกันกับเสือรุ่นใหญ่สองตัวที่ต้องมาอยู่ในถ้ำเดียวกัน หากเสือทั้งสองลงเอยด้วยการต่อสู้แย่งความเป็นอิสระในพื้นที่ แน่นอนว่าสุดท้ายพื้นที่ต่างๆ ในถ้ำก็ต้องพลอยแปดเปื้อนไปด้วยเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่ว









