วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนจากไซปรัส

หลังจากสถานการณ์ยืดเยื้อมาพักหนึ่ง ในที่สุดไซปรัสก็ได้ข้อตกลงกับเจ้าหนี้ระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือ

จำนวน 10,000 ล้านยูโร และเงินที่ต้องระดมเองอีก 5,800 ล้านยูโร โดยข้อตกลงดังกล่าวมาพร้อมเงื่อนไขของการปิดธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 จากนั้นก็โยกบัญชีที่มีเงินฝากต่ำกว่า 100,000 ยูโรไปยังธนาคารที่มีขนาดใหญ่อันดับ 1 เพื่อตั้ง "ธนาคารที่มีสินทรัพย์ดี" ส่วนบัญชีที่มีเงินฝากสูงกว่า 100,000 ยูโรในธนาคารรายใหญ่อันดับ 1 กับ 2 ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของสหภาพยุโรปหรืออียูนั้น จะถูกอายัดและนำไปใช้แก้ปัญหาหนี้สินของธนาคารใหญ่อันดับ 2 รวมถึงเพิ่มทุนแก่ธนาคารใหญ่อันดับ 1

ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศระบุว่าข้อตกลงนี้มีความครอบคลุมและน่าเชื่อถือ ทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาหลักที่ต้นตอของระบบธนาคารได้ และเป็นพื้นฐานในการเรียกคืนความเชื่อมั่นในระบบธนาคาร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไซปรัส โดยช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางไซปรัสได้พยายามบรรเทาผลกระทบของวิกฤติการเงิน ด้วยการจำกัดการถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็มของ 2 ธนาคารรายใหญ่ให้อยู่ที่วันละ 100 ยูโร เพื่อสกัดคนแห่ไปถอนเงินจากธนาคารจนหมด ขณะก่อนหน้านี้ซึ่งฝ่ายต่างๆ ยังไม่บรรลุข้อตกลงกันได้นั้น ก็มีความวิตกกันทั่วไปว่านักลงทุนก็จะเทขายหุ้น แต่อีกด้านมีการมองเช่นกันว่าด้วยขนาดที่เล็กเพียง 0.2% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจยูโรโซน ไม่น่าทำให้ปัญหาของไซปรัสลุกลามไปประเทศอื่นมากนัก

เหตุการณ์ในไซปรัสเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สะท้อนว่าชาติร่ำรวยซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงิน ยังเป็นเหมือนจุดเปราะบางในเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่เพียงดูแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกด้วย และในช่วงที่ผู้กำหนดนโยบายของยูโรโซนพยายามหาทางกอบกู้เงินสกุลเดียวกันนั้น ผู้นำของบราซิล รัสเซีย จีน และแอฟริกาใต้ หรือกลุ่มบริกส์ ก็ใกล้จะประชุมกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ฐานรากด้านการเติบโตของตลาดเกิดใหม่

อีกทั้งกรณีของไซปรัสยังอาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศอื่น เพราะที่ผ่านมาไม่มีสัญญาณเตือนภัยอย่างเป็นทางการว่าภาคธนาคารที่มีขนาดใหญ่โตเกินไปของไซปรัส จัดเป็นความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจของประเทศจนกระทั่งปีที่แล้วเมื่ออียูจัดทำเครื่องมือเพื่อติดตามความไม่สมดุล โดยทรัพย์สินรวมในภาคธนาคารไซปรัส มีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจที่มีผลผลิตปีละเกือบ 18,000 ล้านยูโร ถึง 7.5 เท่า และด้วยเหตุที่ธนาคารไซปรัสขาดทุนอย่างหนักจากการปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลจึงต้องการเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

แม้ในช่วงที่ต่อรองเงื่อนไขต่างๆ แลกกับเงินกู้นั้น ผู้นำใหม่ของไซปรัสพยายามเต็มที่ ที่จะรักษารูปแบบทางธุรกิจของประเทศไว้ ในฐานะเกาะที่เป็นศูนย์กลางการเงินซึ่งดึงดูดเงินฝากจำนวนมหาศาลจากเศรษฐีรัสเซียกับอังกฤษ และไม่ว่าไซปรัสจะรักษาสถานภาพดังกล่าวไว้ได้หรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ประเทศต่างๆ ในโลกพึงระวัง คืออย่าชะล่าใจหรือประเมินสถานการณ์ดีเกินไป รวมถึงพึงตรวจสอบฐานะด้านต่างๆ ของประเทศให้ดี เพราะหากเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว การหาทางออกที่สวยงามน่าจะเป็นเรื่องเจ็บปวดมากกว่าการวางแนวทางป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดปัญหา หรือปล่อยให้ปัญหาลุกลามไปจนเกินควบคุม เพราะทางเลือกสุดท้ายมีแต่ "เจ็บ" กับ "เจ็บ" เท่านั้น