ผมปะหน้านักเศรษฐศาสตร์มะกันเจ้าของรางวัลโนเบล นามกระเดื่อง Joseph Stiglitz แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
ที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อนเพราะนัดหมายจะขึ้นเวทีสัมภาษณ์ประเด็น “แนวโน้มเศรษฐกิจโลก” ด้วยความสบายใจเพราะแกเป็นคนมีความเป็นกันเองและพูดจาตรงไปตรงมา
ประสบการณ์ชีวิตบอกผมว่าคนเก่งจริงมักถ่อมตัวและพยายามเรียนรู้อยู่เสมอ
แต่แกก็เป็นปรมาจารย์ที่คล่องแคล่วและมีความเห็นตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ใครฟังคำบรรยายและคำตอบเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองของ “อาจารย์โจ” คนนี้แล้วก็จะต้องทึ่งในความชัดเจนของจุดยืน, ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ก็ตาม
อาจารย์โจ ยืนยันว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ยังไม่ฟื้นง่าย ๆ ดังนั้น ความหวังที่พอจะมีบ้างก็อยู่ที่เอเชียนี่แหละ
และประเทศไทยเราหากปรับยกระดับเศรษฐกิจของตัวเอง สร้าง “โมเดล” ใหม่ที่ให้การเจริญเติบโตมีคุณภาพ, ดูแลสิ่งแวดล้อม, ยกฐานะความเป็นอยู่ของคนด้อยโอกาสและ “แบ่งปันผลประโยชน์ของคนในสังคมให้เป็นธรรม” ก็จะสามารถสร้างสังคมที่ยั่งยืนได้
“อย่าไปทำอะไรผิดพลาดเหมือนตะวันตกก็แล้วกัน” แกเตือนด้วยความหวังดี เพราะมาเอเชียบ่อยและรู้จักประเทศไทยไม่น้อยไปกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกคนอื่นรู้จักเรา
อาจารย์โจ สนิทสนมกับผู้นำในเอเชียหลายคน “จากกรุงเทพฯผมจะไปโตเกียว และนัดพบกับนายกฯชินโซะ อาเบะ พูดคุยเรื่องทิศทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซึมมาหลายปีแล้ว และผู้ว่าธนาคารกลางคนใหม่ของญี่ปุ่น ฮารูฮิโกะ คูโรดะ (ที่เคยเป็นประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย) ก็คุ้นเคยกันดี...จากนั้นผมก็จะไปปักกิ่ง เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการที่ให้คำปรึกษารัฐบาลจีน เรื่องเศรษฐกิจ มีโอกาสจะได้เสวนากับผู้นำรุ่นใหม่ของจีนที่เพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการ...”
เรียกว่าอาจารย์โจ จับชีพจรของเศรษฐกิจเอเชียใกล้ชิดไม่น้อย และมีคำแนะนำเรื่องการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เป็นหัวใจของปัญหาสำคัญของจีนที่ทำท่าว่าจะเดินหน้าเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้นี้
“มันเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจีนจะแซงสหรัฐฯกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกในวันข้างหน้า เพราะขนาดของประชากรและทรัพยากรของจีนอันมหาศาล ดังนั้น เราจึงต้องเกาะติดสถานการณ์ทั้งโลกตลอดเวลา...” อาจารย์โจ บอกผม
แกบอกผมว่า ระบบการเมืองสหรัฐฯยิ่งวันจะยิ่ง “เน่า” เพราะความขัดแย้งระหว่างพรรคใหญ่สองพรรคคือเดโมแครต และรีพับบลิกัน ทางด้านนโยบายนั้นหนักหน่วงรุนแรง และต่างคนต่างไม่ยอมประนีประนอม จนเกิดทางตันของ “หน้าผาการคลัง” ไม่มีใครยอมลดราวาศอกกันและกัน
หนังสือเล่มล่าสุดของเขาชื่อ The Price of Inequality เน้นถึงความไม่เสมอภาคในสหรัฐฯ เองที่คนรวยก็รวยมโหฬาร และคนจนก็ย่ำแย่ต่อเนื่อง
ผมบอกแกว่าสหรัฐฯไปสั่งสอนใครต่อใครเรื่องความเท่าเทียมเสมอภาค แต่ตัวเองก็มีปัญหารุนแรงในเรื่องนี้เหลือเกิน
“จริงของคุณ ช่องว่างระหว่างคนรวย 1% กับคนมะกันอื่น ๆ อีก 99% นั้นน่ากลัวมากไม่ว่าจะมองในแง่รายได้ต่อหัวหรือทรัพย์สินเงินทองสั่งสมของคนรวย เช่นครอบครัวตระกูล Walton ...ทายาททั้ง 6 คนรวมกันแล้วมีความมั่งคั่งถึง $90,000 ล้าน ซึ่งเท่ากับของประชากรชั้นล่างสุด 30% ของทั้งสังคมสหรัฐฯทีเดียว”
นักเศรษฐศาสตร์ฝีปากกล้าคนนี้บอกว่าคนรวยจะต้องสำนึกว่าตัวเองไม่อาจจะอยู่เฉพาะส่วนของตนโดยไม่สนใจว่าส่วนที่เหลือของสังคมเป็นอย่างไร เพราะหากช่องว่างเช่นนี้ยังดำรงอยู่ และไม่มีการแก้ไขเยียวยาอย่างจริงจัง, คนรวยเองก็อยู่ลำบาก เพราะสภาพเช่นนี้ไม่อาจจะยั่งยืนได้
“ประวัติศาสตร์ยืนยันแล้วว่าถึงจุดหนึ่งเมื่อความไม่เท่าเทียมกันบรรลุระดับหนึ่ง สังคมก็ไม่อาจจะดำเนินต่อไปได้ และคนรวยนั่นแหละจะเป็นผู้ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดได้...” อาจารย์โจบอกผม
ประชาธิปไตยหมายถึง “ของประชาชน, โดยประชาชนเพื่อประชาชน”
แต่ในภาวะของความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่รุนแรงโดยไม่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และแก้ไขเยียวยาอย่างจริงจัง สังคมก็จะตกอยู่ในสภาพ
“ของคนเพียง 1% โดยคน 1% เพื่อคนเพียง 1%”
นั่นคือสัญญาณของหายนะที่จะมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






