สัปดาห์นี้ขอพักเรื่องใหญ่ๆ ระดับลงนามข้อตกลงพูดคุยสันติภาพเอาไว้ก่อน เพราะอยากจะขอใช้พื้นที่เล่าเรื่องร้อนๆ
เกี่ยวกับทุกข์ของชาวบ้านที่ชายแดนใต้ให้ฟัง
ตอนนี้ฝนเริ่มทิ่งช่วง จึงเป็นห้วงเวลาที่ชาวบ้านออกกรีดยางได้ต่อเนื่อง มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ปัญหาที่เป็นดั่ง "เคราะห์ซ้ำ" ก็คือพฤติกรรมของ "แก๊งลักขี้ยาง" ที่ระบาดอย่างหนัก และเหริมเกริมหนัก โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขยับทำอะไร!
"ขี้ยาง" ที่ว่านี้ เรียกอีกอย่างว่า "ยางถ้วย" คนในโซน "ใต้ล่าง" ไม่ค่อยนิยมกรีดยางเพื่อเอาน้ำยางดิบหรือทำยางแผ่น เพราะต้องออกไปกรีดตั้งแต่ตี 3 ตี 4 ยิ่งเดี๋ยวนี้มีปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัย คนส่วนใหญ่จึงนิยมกรีดทิ้งๆ ไว้ แล้วค่อยไปเก็บ "น้ำยางก้นถ้วย" ตอนสายๆ แทน จากนั้นก็แคะออกมารวมกันใส่กระสอบ นำไปขายได้เหมือนกัน แม้ราคาจะถูกกว่าน้ำยางดิบหรือยางแผ่นเกือบครึ่ง แต่ชาวบ้านก็จำยอม
ด้วยเหตุนี้ในพื้นที่จึงเกิด "แก๊งลักขี้ยาง" ตระเวนขโมยขี้ยางของชาวบ้านต่อเนื่องมาหลายปี แต่ที่เป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงนี้ ก็เพราะมีชาวบ้านเจาะกลาดี หมู่ 8 ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา รวมตัวกันขึ้นโรงพักยะหาไปแจ้งตำรวจให้จับกุม "แก๊งลักขี้ยาง" ซึ่งเป็นวัยรุ่นเกเรในหมู่บ้าน ทั้งๆ ที่ถูกรวบตัวได้คากระสอบขี้ยางและส้มแขก แต่แล้วก็เกิดเรื่องแปลกๆ คือไปบอกผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ยอมช่วย ไปแจ้งตำรวจ ตำรวจไม่รับแจ้งความ ต้องพึ่งบารมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่โทร.ไปไกล่เกลี่ย ตำรวจจึงรับแจ้งและยอมออกหมายจับ
ทว่าผ่านมาอีกหลายวันก็ยังไม่ยอมจับ อ้างว่าไปที่บ้านแล้วไม่เจอตัว เล่นเอาชาวบ้านพากันหวาดกลัว เพราะยังเห็นแก๊งพวกนี้เดินกันทั่ว แถมข่มขู่อาฆาตจะเอาชีวิตชาวบ้าน มีแต่เจ้าหน้าที่เท่านั้นที่มองไม่เห็น หาตัวไม่เจอ
ต่อมามีเจ้าหน้าที่ระดับล่างใจบุญแอบกระซิบชาวบ้านว่า แจ้งความไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก เพราะผู้นำในพื้นที่เขามีในมีนอก ทำธุรกิจผิดกฎหมาย "แก๊งลักขี้ยาง" ก็เป็นมือเป็นไม้ งานนี้คงได้แค่ทำใจ ยอมเสียทรัพย์ต่อไปนั่นแหละดีที่สุด
เมื่อตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นๆ เช่น อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ก็พบว่าปัญหานี้ระบาดไปทั่ว ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนทั่ว แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แจ้งผู้ใหญ่บ้านแจ้งตำรวจก็เงียบหาย สุดท้ายต้องจัดเวรยามเฝ้ากันเอง และกลายเป็นความขัดแย้งบานปลายถึงขั้นต้องใช้ความรุนแรง ไม่คนเฝ้าสวนถูกฆ่า ฝ่ายที่ดอดเข้ามาลักขโมยก็ถูกยิง
ชาวบ้านหลายคนถึงกับบ่นปนท้อว่า มีกฎหมายก็เหมือนไม่มี เพราะช่วยอะไรชาวบ้านไม่ได้เลย หลายพื้นที่บอกตรงกันว่า ต้นตอของปัญหามาจากยาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างหนัก วัยรุ่นติดกันงอมแงม แต่ไม่มีเงินไปซื้อยามาเสพหาความสุข ก็เลยก็ต้องหาเงินจากความทุกข์ของชาวบ้าน เมื่อทำไปนานๆ ก็ขยับจากผู้เสพขึ้นเป็น "เอเย่นต์ส่งขาย" ส่งส่วยแบ่งกำไรให้ผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อความสะดวกสบายในการทำธุรกิจเถื่อน
ต้องยอมรับว่ามีหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยที่เจ้าหน้าที่ทุกสีแทบไม่เคยผ่านเข้าไป สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่ต่างอะไรกับแดนสนธยา ยิ่งมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมา ดูเหมือนยิ่งมีแต่คนได้ผลประโยชน์
ชาวบ้านหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพราะรู้ๆ อยู่ว่าเครือข่ายของคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร แต่สาเหตุที่ไม่ได้ออกตัวว่าอยู่ข้างรัฐไทย ไม่ใช่เพราะกลัวตาย แต่ยังไม่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ไทยดีกว่าอีกฝ่ายตรงไหน ชาวบ้านจึงเลือกอยู่นิ่งๆ และสงบปากสงบคำ เข้าทำนองรักษาชีวิตเอาไว้ดีกว่า
นี่คือปัญหาอันลึกล้ำของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้ารัฐแก้ไม่ได้ ประชาชนก็จะยิ่งถอยห่างออกไป สุดท้ายย่อมมีค่าไม่ต่างอะไรกับการเสียดินแดน...






