ดูน่าระทึกใจและน่าลุ้นไม่น้อย สำหรับ แกนนำพรรคเพื่อไทย และ แฟนคลับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ
อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคเพื่อไทย
ต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 เสนอให้ กกต.กลาง พิจารณาว่าจะรับรองให้ "คุณชายหมู-ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้นั่งในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ กทม. เป็นสมัยที่สองหรือไม่
โดย 2 คำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งเบื้องต้นที่ "กกต.กทม." มีมติรอบแรก 3 ต่อ 2 ชงให้ "กกต.กลาง" วินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย คือ
1.กรณี ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์รูปภาพตัดต่อรถหาเสียงของ พล.ต.อ.พงศพัศ พร้อมทีมงานหาเสียง ซึ่งมีทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปวีณา หงสกุล และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ขณะที่ฉากหลังเป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้กรุงเทพฯ ขณะกระชับพื้นที่ใน ปี 2553 ซึ่ง กกต.กทม.มองว่าเป็นการใส่ร้าย พล.ต.อ.พงศพัศ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
ประเด็นนี้ กกต. กลาง คงต้องวินิจฉัยและถกเถียงกันอย่างหนักว่า ในที่สุดแล้ว จะสามารถโยงเอาผิดถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้หรือไม่
เพราะว่า ศิริโชค ซึ่งเป็นจำเลยของเรื่อง ได้แจกแจงแล้ว่า ภาพที่โพสต์นั้นได้ระบุชัดว่าเป็นภาพตัดต่อ ไม่ได้มีการพาดพิงถึง พล.ต.อ.พงศพัศ แต่พูดถึงเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ขณะที่มี ณัฐวุฒิ ซึ่งปรากฏตัวบนรถหาเสียงด้วย ไม่ว่า ณัฐวุฒิ จะปรากฏตัวที่ไหน คนก็จะคิดถึงเรื่องเผาบ้านเผาเมือง
"จะดูมุมไหนกรณีนี้ก็ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีการไปบอกว่าอย่าไปเลือกใคร หรือให้ไปเลือกใคร และไม่ได้มีการกล่าวหาผู้สมัครว่าเผาบ้านเผาเมือง" ศิริโชค ระบุ
นอกจากนั้นแล้ว หาก "กกต.กลาง" จะไม่รับรอง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ด้วยประเด็นดังกล่าว ก็อาจจะถูกครหาว่า "สองมาตรฐาน" หรือไม่
เพราะเคยมีกรณีลักษณะเดียวกัน คือ กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยยื่นคำร้องให้ตรวจสอบ ณัฐวุฒิ ว่า ฝ่าฝืนมาตรา 53 ของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. โดยใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ลงสมัครเลือกตั้งส.ส. เมื่อเดือนก.ค. 2554
โดยปราศรัยและโจมตีด้วยถ้อยคำ "...ตัวเลข 10 เป็นตัวเลขแห่งการทำร้ายประชาชน เป็นตัวเลขความตาย"หรือโพสต์เฟซบุ๊คใส่ร้ายว่า “พรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไปอิงแอบกับฝ่ายเผด็จการแล้วรับผลประโยชน์ทางการเมือง คุณอภิสิทธิ์ จะปฏิเสธก็ได้ แต่ผมมั่นใจว่าหาคนเชื่อยากเต็มที...ปีที่แล้วตายด้วยสไนเปอร์ ด้วยอาวุธสงคราม มีกำลังทหารเกือบแสนนายพร้อมยุทโธปกรณ์เต็มอัตรา...”
กรณีดังกล่าว กกต.กลางเคยวินิจฉัยไว้ว่า เป็นเพียงถ้อยคำเปรียบเปรย จึงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ขณะเดียวกันเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และเป็นที่รับรู้ของประชาชนโดยทั่วไป
ส่วนกรณีที่ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ โพสต์ข้อผ่านเฟซบุ๊ค ด้วยข้อความที่ระบุว่า "ใครก็ตามที่ไม่ต้องการให้เพื่อไทยยึดครองกรุงเทพฯ ปราการด่านสุดท้ายที่เหลืออยู่ เราต้องถามตัวเองว่าจะลงคะแนนให้ใครที่จะทำให้พงศพัศไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ คำตอบก็คือคุณชายสุขุมพันธุ์หมายเลข 16" ประเด็นนี้ กกต.กทม.สรุปว่าอาจเข้าข่ายกระทำการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง
กรณีนี้ก็น่าจะสร้างความลำบากใจให้กับ "กกต.กลาง" ได้ไม่ใช่น้อย หากจะยกมาเป็นประเด็นสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะยากที่จะหาเหตุผลที่มีน้ำหนักมาเชื่อมโยงให้ถึงตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้
หากมีการเรียกเจ้าตัวไปไต่สวน ดร.เสรี อาจจะอ้างว่ากระทำไปเพราะเหตุผลส่วนตัว เป็นความคิดเห็นโดยสุจริต เป็นเจตนาส่วนตัวที่ชื่นชอบบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยไม่มีความเกี่ยวข้องหรือเอื้อประโยชน์ใดๆ ให้กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสิ้น
ทั้ง 2 เรื่อง 2 ราว ความผิดจะชัดเจนจนถึงขั้นสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ต้องวัดใจ กกต.กลาง ทั้ง 5 คน
แต่การจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่า กกต.ถูกกดดันมาจากฝ่ายการเมือง?








