เดือนมีนาคม 2013 เป็นช่วงเวลาที่ครบรอบ 2 ปีของการเกิดคลื่นยักษ์ Tsunami และส่งผลให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล
เกิดระเบิดขึ้นจนกลายเป็นอุบัติภัยครั้งร้ายแรงของประเทศญี่ปุ่น อันนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
จากสถิติที่ได้มีการเก็บรวบรวมประมาณว่ามีผู้คนประมาณ 20,000 คน ต้องสูญเสียชีวิตไป มีอาคารที่ได้รับความเสียหายทั้งแบบอย่างสิ้นเชิงและบางส่วนเป็นจำนวนเกือบ 400,000 แห่ง ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผู้คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากมีการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีในระดับสูง
เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้นำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อนโยบายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในสังคมญี่ปุ่นครั้งสำคัญ ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์ใน ค.ศ. 2011 มีการตั้งเป้าหมายว่าจะหันมาใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้มีสัดส่วนสูงขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานรวมทั้งหมด จากที่ในห้วงเวลาดังกล่าวการใช้พลังงานนิวเคลียร์อยู่ในระดับประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
แต่จากมหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความตระหนักถึงความเสี่ยงและภัยอันตรายจากระบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นอยู่ในเขตของ “วงแหวนแห่งไฟ” อันมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวในระดับสูงก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้มีอัตราสูงมากขึ้นไป รวมทั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีความยุ่งยากเป็นอย่างมาก
ทั้งที่เชื่อกันว่าสังคมญี่ปุ่นมีความสามารถในการเผชิญหน้ากับปัญหาได้เป็นอย่างดี ดังเห็นได้จากภายหลังเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญกับวิกฤติพลังงานจะพบว่าชาวญี่ปุ่นต่างร่วมแรงร่วมใจกันในการประหยัดการใช้พลังงาน จนสามารถบรรเทาวิกฤติลงได้มากพอสมควร
แต่มาจนกระทั่งจนบัดนี้ปัญหาของผู้คนในพื้นที่ก็ยังไม่สามารถได้รับการคลี่คลายได้อย่างดี สื่อมวลชนญี่ปุ่นรายงานว่ามีผู้คนมากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นคนยังคงมีปัญหาทางด้านที่อยู่อาศัย
ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ความยุ่งยากของการจัดการกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังเชื่อมโยงกับระบบพลังงานของประเทศด้วย ในห้วงเวลาที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้พึ่งพลังงานนิวเคลียร์มาอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มสูงมากขึ้น การจะยกเลิกหรือหันไปใช้พลังงานประเภทอื่นในระยะเวลาอันสั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากมองจากแง่มุมว่าพลังงานเหล่านั้นแทบทั้งหมดต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ
เพียงเฉพาะในเวลาปัจจุบันที่ค่าเงินเยนอ่อนมากว่า 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็เริ่มส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนกำลังจะเป็นปัญหาสืบเนื่องถึงค่าครองชีพที่ทยอยติดตามมา ดังนั้น ต่อให้รัฐบาลอยากยกเลิกการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ก็ไม่ใช่จะสามารถกระทำได้โดยง่ายดาย เพราะก็ต้องไปเผชิญกับความยุ่งยากในอีกด้านหนึ่ง
ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเองก็มีท่าทีที่จะสนับสนุนให้มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างสำคัญ จากรายงานที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2013 ของ Reporters Without Frontier เสรีภาพของสื่อในญี่ปุ่นตกจากอันดับที่ 22 มาอยู่ที่ลำดับ 53 โดยสืบเนื่องมาจากความโปร่งใสและความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เป็นปัญหา (สำหรับประเทศไทยนั้นห่างไกลมาก โดยอยู่ในลำดับที่ 135 จากจำนวนทั้งหมด 179 ประเทศ)
ปัญหานี้จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางในสังคมญี่ปุ่น ในห้วงเวลาครบรอบ 2 ปี ได้มีการจัดการชุมนุมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์รวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการตระหนักการใช้พลังงานทางเลือกให้เพิ่มมากขึ้นซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยในการพัฒนาในมีความก้าวหน้าขึ้น
สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นเราก็ได้เห็นการโฆษณาชวนเชื่อเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสื่อมวลชนโดยหน่วยงานของรัฐ ซึ่งล้วนแต่เป็นการชี้ชวนให้เห็นเฉพาะด้านบวกของโครงการแต่ไม่แสดงให้เห็นถึงผลลบ ด้วยการอธิบายว่าเป็นการ “สร้างความเข้าใจ” กับประชาชน แต่ในโลกปัจจุบันผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลำพังการโกหกของหน่วยงานรัฐจึงอาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีแต่อย่างใด
ขอโทษเถอะครับ ปัญหาใหญ่ก็คือไม่ใช่เรื่องของความไม่เข้าใจ หากแต่เป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ต่างหาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรต้องขบคิดพร้อมกันไปก็คือจะเผชิญหน้ากับความขาดแคลนของแหล่งพลังงานอย่างใด ในปัจจุบัน การจัดเรื่องพลังงานของไทยใช้วิธียืมจมูกเพื่อนบ้านหายใจ ด้วยการใช้พลังงานจากบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ว่าจะเป็นพม่าหรือลาว นโยบายดังกล่าวนี้แม้จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งบางเรื่องในสังคมไทยเช่นการสร้างเขื่อน แต่ก็ต้องไปเจอกับความยุ่งยากในบางด้านติดตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาวที่หากมีความต้องการพลังงานในประเทศนั้นเพิ่มขึ้น พม่าก็เป็นตัวอย่างที่จะปรากฏให้เห็นในไม่กี่ปีข้างหน้า
การมองหาทางออกด้านพลังงานที่ยั่งยืนส่วนหนึ่งแม้อาจจะกระทำด้วยการสร้างประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้มากขึ้น ไม่ว่าจะในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจหรือครัวเรือน แต่ในด้านของการจัดหาพลังงานก็ต้องคิดถึงพลังงานที่มีความยั่งยืนและมีความปลอดภัยทั้งต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าเดิม ซึ่งระบบการจัดการพลังงานของไทยในปัจจุบันไม่ได้เปิดโอกาสให้มากนัก ทั้งที่หลายประเทศก็ได้มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร
โดยที่ยังคงมุ่งเน้นส่งคนไปเรียนเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ก็ย่อมไม่สามารถมองเห็นการหาพลังงานทดแทนจากแหล่งอื่นๆ ได้
หากไม่เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นเชื่อได้ว่าในวิกฤติก๊าซต้นเดือนเมษายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็คงจะได้ยินการพูดถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นคำตอบสุดท้ายของสังคมไทยกันอีกครั้งหนึ่ง









