วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความไว้วางใจมาก่อนการเจรจา

วันก่อน พลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ. บต.

พร้อมคณะมาเยี่ยมเยือนคณะบรรณาธิการเครือเนชั่น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าด้วยการเปิดกรอบการเจรจาสู่ความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับตัวแทน BRN

ทำให้เห็นภาพของกระบวนการพูดจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ชัดเจนขึ้น และหากมีการเปิดเผยข้อมูลจากทางการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอผ่านสื่อเช่นนี้, ผมก็เชื่อว่าจะเกิดความโปร่งใสที่จะทำให้ประชาชนคนไทยมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดความเห็นที่จะนำไปสู่สูตรแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้

เนื้อหาใจความของการเปิด Peace Dialogue หลังจากที่มีการลงนามในเอกสารแสดงเจตจำนงเพื่อจะนั่งลงพูดจากันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์นั้นมีประเด็นที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลไทยจะทดสอบความจริงใจจากกลุ่ม BRN ด้วยการเสนอให้กลุ่มก่อความไม่สงบหยุดใช้ความรุนแรงกับผู้บริสุทธิ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเด็ก ครู พระและพลเรือน ในการพูดคุยรอบแรกที่กัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 28 มีนาคมนี้

ประเด็นสำคัญประการแรกก็คือกลุ่ม BRN จะต้องไม่ให้มีเหตุระเบิดในที่สาธารณะอีก

ข้อเสนอของไทยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพยายามสร้างความไว้วางใจ (confidence building) กับกลุ่ม BRN ในการพูดคุยเพื่อให้เกิดสันติภาพภาคใต้อย่างจริงใจและจรังจัง

“หลังจากพยายามมานาน เราสามารถเปิดประตูได้แล้ว และเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” พล.ท. ภราดร กล่าวถึงการที่กลุ่ม BRN ยอมเปิดตัวมาพูดคุยกับทางการไทย และเชื่อว่าการที่ 10 ประเทศในอาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคม ในปลายปี 2558 เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มาเลเซีย ยอมหันมาทำหน้าที่ประสานงานให้รัฐบาลไทยได้พูดคุยกับกลุ่ม BRN เพื่อยุติเหตุร้ายและความรุนแรงที่ยืดเยื้อมายาวนาน

แน่นอนว่าคำถามเกิดขึ้นว่า ฮัสซัน ตอยิบ ที่เป็นตัวแทนลงนามกับเลขาธิการ สมช. ที่กัวลาลัมเปอร์ นั้น มีอำนาจควบคุมกลุ่มต่าง ๆ ที่ก่อเหตุร้ายทางใต้ของไทยเพียงใด และไฉนหลังจากที่ลงนามในเอกสารแล้วก็ยังเกิดเหตุร้ายอย่างต่อเนื่อง?

คำตอบจากพลโทภราดร ก็คือว่า คงจะยุติเหตุรุนแรงทั้งหมดไม่ได้ “เพราะเรารู้ว่ากองกำลังในพื้นที่มีมาก แต่อย่างน้อยพอเวลาเกิดเหตุขึ้นแล้ว เราก็จะรู้ว่ากลุ่มไหนที่เขาคอนโทรลได้ และกลุ่มไหนที่ยังมีปัญหา รวมทั้งกลุ่มที่เป็นภัยแทรกซ้อน เช่นกลุ่มค้ายาเสพติด, น้ำมันเถื่อน เป็นต้น ซึ่งพอรู้แบบนี้ เราก็จะไม่ยุ่งกับกลุ่มของเขา แต่จะไปกดดันกลุ่มอื่น ๆ แทน...”

น่าสนใจว่าหากนั่งลงเจรจากัน ทั้งสองฝ่ายจะมีข้อเสนอแลกเปลี่ยนกันอย่างไร?

พันตำรวจเอกทวี บอกว่า ประเด็นหลักที่ฝ่ายไทยน่าจะเสนอคงจะมีสามข้อหลักเช่น
1. ลดเหตุร้ายรายวัน
2. ไม่โจมตีเป้าหมายที่อ่อนแอ เช่น พระ, ครู, เด็ก, ผู้หญิง ประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างเด็ดขาด
3. ไม่โจมตีด้วยระเบิดในเขตเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายที่กว้างขวาง

ส่วนฝ่าย BRN นั้นแม้จะยังไม่ได้บอกกล่าวรายละเอียดของข้อเสนอ แต่ฝ่ายไทยก็ประเมินว่ามีการ “แพลม” ออกมาว่า จะขอไม่ให้กดดันเขามาก อย่าปิดล้อมตรวจค้นทุกวัน และให้เขาได้มีพื้นที่ในการเดินทางพบปะกับแนวร่วมในพื้นที่บ้าง

อีกทั้งมีการบอกกล่าวว่า ขอให้ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในบางพื้นที่, ย้ายเรือนจำจากส่วนกลางมาอยู่ในจังหวัดของตน, ปล่อยนักโทษสูงวัย และรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

แต่ผมเชื่อว่า หัวข้อสำคัญกว่ารายละเอียดเหล่านี้คือโครงสร้างการบริหารสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะนำไปสู่การที่คนท้องถิ่นจะสามารถปกครองตนเองในระดับหนึ่ง และการที่รัฐบาลส่วนกลางของรัฐบาลไทยจะเปิดทางให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยที่เข้าใจตรงกันก่อนว่าจะไม่มีเงื่อนไขของการแบ่งแยกดินแดนในรูปแบบที่เคยมีการตั้งเป็นประเด็นของการเจรจามาก่อนหน้านี้

คำถามว่า เราเจรจาถูกคนหรือไม่? เขามีอำนาจจริงเพียงใด? และคนรุ่นใหม่จะยอมฟังผู้นำรุ่นเก่าหรือไม่? PULO กับ BRN มีความเกี่ยวโยงล่าสุดอย่างไร และผู้นำทางความคิดกับฝ่ายปฏิบัติการก่อเหตุมีความเห็นตรงกันหรือไม่อย่างไร?

เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่จะต้องสืบค้นหาข้อมูลกันต่อไปเมื่อมีการพบปะกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

หัวใจของความสำเร็จในการปูพื้นฐานสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการเจรจาคือการที่ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดเผยเงื่อนไขและวิธีคิดอย่างตรงไปตรงมา และสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อสะท้อนถึงวิธีคิดและความต้องการของชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงแค่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

เส้นทางข้างหน้ายังยาวไกล แต่การเริ่มต้นพูดจาและลดความรุนแรงลงทั้งสองฝ่าย เป็นแนวโน้มที่ดีกว่าการเผชิญหน้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟันอย่างแน่นอน