วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลิกประเทศ2ล้านล้าน อย่าลืมดูผลกระทบทางสังคม

รัฐบาลโหมโรงการใช้เงินพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน โดยใช้ชื่องานว่า "Thailand 2020 ก้าวใหม่ เชื่อมไทยสู่โลก”

ซึ่งมีการจัดงานกันหลายวันเพื่อพยายามอธิบายว่าโครงการนี้มีความจำเป็นอย่างไร และจากการประเมินเบื้องต้นของกระทรวงคมนาคม คาดว่าผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศนั้นจำนวนมหาศาล หลังจากเสร็จโครงการระยะ 7 ปี จาก พ.ศ. 2556-2563 และรัฐบาลก็หวังมากว่าโครงสร้างพื้นฐานในครั้งนี้ จะทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะการกลายเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในภูมิภาค

กระทรวงคมนาคมในฐานะเจ้าภาพหลัก เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคมนาคมของประเทศ แจกแจงว่าหากก่อสร้างเสร็จตามแผน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนจากการขนส่งจากระบบถนนไปใช้ระบบรางคือรถไฟ จะช่วยประหยัดเม็ดเงินซื้อเชื้อเพลิงได้ปีละ 1 แสนล้านบาท และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศจากปัจจุบันอยู่ที่ 15.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(จีดีพี) มาอยู่ที่ 13.2% หรือคิดเป็นเม็ดเงินไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท เท่ากับว่าจะคืนทุนภายใน 10 ปี ซึ่งประเทศมีแต่ได้เห็นๆ จากตัวเลขในการคำนวณ

นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจข้างต้นแล้ว ยังมีข้อมูลจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะด้านการวางแผน ต่างก็โชว์ให้เห็นว่าประเทศมีแต่ได้ หากเราลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในครั้งนี้ แม้จะเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะอยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในวิสัยที่จะจัดการได้ ไม่ให้เกิน 60% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่มีความยั่งยืนทางการคลัง ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่จะตามมาคือความเจริญทางเศรษฐกิจจะขยายตัวออกไปในภูมิภาค ทั้งการท่องเที่ยวและการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคที่เส้นทางรถไฟฟ้าหรือเส้นทางถนนตัดผ่าน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นเพียงการโชว์แนวคิดว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ส่วนรายละเอียดจะออกมาอย่างไรนั้นต้องดูพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) และต้องผ่านสภาฯ แต่เท่าที่ติดตามความคืบหน้าที่รัฐบาลประกาศออกมาเป็นระยะนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลที่ไม่ต่างจากที่รัฐบาลเริ่มจัดงานในครั้งนี้ และที่น่าแปลกก็คือไม่ได้มีการประเมินผลกระทบด้านอื่น เช่น ผลกระทบทางสังคมในพื้นที่รถไฟฟ้าตัดผ่าน ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ในการจัดงานครั้งนี้ ได้มีการเชิญตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมรับฟังด้วย โดยเชิญตัวแทนหน่วยงานรัฐระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นต้องดำเนินโครงการ ซึ่งหากพิจารณาขั้นตอนการดำเนินโครงการแล้ว ถือว่าโครงการนี้ไม่ต่างจากโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ กล่าวคือ เป็นโครงการที่สั่งตรงลงไปจากส่วนบนและเป็นผู้วางแผนโครงการ ส่วนผลกระทบด้านอื่นๆ นั้นไม่ได้มีการประเมิน เพราะสิ่งที่ประเมินกันนั้นเป็นตัวเลขรวมๆ เป็นหลักเพื่อมาใช้สนับสนุนโครงการ

เราเห็นว่าก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการจริง รัฐบาลควรจะมีการประเมินผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย เพราะเราเคยมีบทเรียนมาแล้วจากโครงการอิสเทิร์นซีบอร์ด ที่เป็นโครงการสั่งตรงลงไปจากส่วนกลางเช่นกัน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมหาศาล เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเห็นว่ารัฐบาลจะต้องเร่งประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด เพราะหาไม่แล้วจะมานั่งเสียใจกันภายหลัง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะมีแต่ด้านดีด้านเดียว