ตอนที่แล้วผมได้พูดถึงกรอบการวัดคุณภาพวิชาการ Research Assessment Exercise หรือ RAE ที่นำเสนอโดย Frederic Lee
ว่าส่งผลสำคัญอย่างมาต่อกระบวนการตัดสินใจของภาควิชาเศรษฐศาสตร์ในประเทศอังกฤษในการส่งผลงานตีพิมพ์ไปยังวารสารเศรษฐศาสตร์ระดับท็อป รวมถึงมีแนวโน้มที่จะจัดจ้างคณาจารย์ เลื่อนตำแหน่ง และจัดการหลักสูตรที่เน้นไปในทางของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
ผลสะเทือนที่น่าสนใจต่อเนื่องจากการบังคับใช้กรอบการประเมินดังกล่าวที่ชัดเจนคือ ในแง่ของผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนั้น หัวข้อวิจัยได้ถูกกระจุกตัวอยู่ในประเด็นการศึกษาในแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เป็นแกน และหัวข้ออื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ประเด็นด้าน เศรษฐศาสตร์มหภาคและการเจริญเติบโต เศรษฐศาสตร์จุลภาคและทฤษฎีเกม เศรษฐมิติและคณิตเศรษฐศาสตร์ รวมถึง ด้านการเงินและทฤษฎีการเงิน เศรษฐศาสตร์แรงงานและอุตสาหกรรม เศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยที่หัวข้อวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก เช่น เศรษฐศาสตร์อิสลาม ประวัติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ หรือระเบียบวิธีวิทยาทางเศรษฐศาสตร์ (อันนี้ก็เป็นคนละอันกับระเบียบวิธีวิจัยเศรษฐศาสตร์ที่สอนแต่การทำสมการถดถอยในคณะเศรษฐศาสตร์ที่เราเห็นทั่วๆ ไปนะครับ) ฯลฯ ถูกละเลยไป เอาง่ายๆ ว่าจำนวนผลงานที่ส่งตีพิมพ์ในประเด็นเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักนั้นลดลงอย่างมาก จาก ร้อยละ 3.2 ของการส่งผลงานตีพิมพ์ทั้งหมดในปี 1992 เหลือเพียงร้อยละ 1.0 ในปี 2008 เท่านั้น (จากที่น้อยอยู่แล้วก็น้อยลงไปอีก) ในด้านของจำนวนภาควิชาเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักตั้งแต่ปี 1992 - 2012 ได้เพิ่มขึ้นจาก 28 แห่งเป็น 40 แห่ง จากทั้งหมด 68 แห่ง
ผลสรุปจากการศึกษาของเขาคือ มันมีการเพิ่มขึ้นของอัตราการขจัดเศรษฐศาสตร์กระแสรองให้หายไปจากแวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ และในทางเดียวกันมันก็มีการกระจุกตัวของงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ที่เน้นแนวทางกระแสหลักซึ่งสามารถสะท้อนถึงการสถาปนาอำนาจนำของกระแสหลักแผ่ขยายไปยังภาควิชาต่างๆ นอกจากนี้ Fred Lee ยังได้พูดถึงภาวะที่มหาวิทยาลัยที่อยู่ในระดับ “ชนชั้นสูง” และใกล้เคียง (elite and near-elite class departments) ที่มักจะได้รับการประเมินคุณภาพว่า “ดี” ที่มีแนวโน้มขึ้นมามีอำนาจนำเหนือภาควิชาอื่นๆ ด้วย โดยการเป็นผู้นำในการวิจัยและการสอนในแนวทางกระแสหลัก
ดูเหมือนว่าสถานการณ์ที่อังกฤษมันมีความชัดเจนถึงภาวะการเป็นชายขอบของเศรษฐศาสตร์กระแสรองที่เพิ่มขึ้นทุกที อย่างไรก็ตาม กรณีของประเทศออสเตรเลียดูจะหนักกว่าเสียอีก โดยประเทศนี้ก็มีกรอบการประเมินคุณภาพการเรียนการสอนและการวิจัยเช่นกัน ซึ่งอยู่ภายใต้ชื่อ “Excellence Research for Australia” ซึ่งจะทำการประเมินและให้คะแนนคุณภาพในแขนงวิชาต่างๆ ที่ทำการสอนในประเทศ โดยคะแนนเต็มคือ 5 และลดหลั่นลงมา (ถ้าได้ 0 คือไม่สามารถประเมินได้ แสดงว่ามหาวิทยาลัยนั้นๆ มีผลผลิตทางวิชาการในสาขาที่กำลังพิจารณาอยู่ไม่ถึงเกณฑ์ชั้นต่ำ) โดยสำหรับสาขาเศรษฐศาสตร์จะถูกแบ่งการประเมินออกเป็นด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เศรษฐมิติ เศรษฐศาสตร์ประยุกต์ และเศรษฐศาสตร์แบบอื่นๆ ซึ่ง John Lodewijks จาก University of Western Sydney ผู้ที่ขึ้นพูดต่อจาก Fred Lee ได้นำเสนอว่า สถานการณ์การประเมินคุณภาพวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศออสเตรเลียนั้น มีน้อยมหาวิทยาลัยที่จะได้คะแนนในระดับที่สูงคือ 4-5 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในกลุ่ม 8 (กลุ่ม 8 คือกลุ่มของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียที่มีความโดดเด่นทางด้านวิจัย) เช่น Australia University, University of Sydney, University of Melbourne ฯลฯ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยเล็กๆ ซึ่งผลการประเมินออกมาต่ำมาก (1 หรือ 2 คะแนน) ตรงนี้ John มองว่า มันอาจใช่ที่ภาพรวมของคะแนนของมหาวิทยาลัยที่สอนเศรษฐศาสตร์ในออสเตรเลียอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าหลายมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียเน้นการทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์และสามารถทำได้ดีเสียด้วย และไม่ถูกให้น้ำหนักต่อการประเมินเท่าใดนัก (ซึ่งก็สอดคล้องกับ fact sheet ที่ผมไปดูมาว่างานวิจัยส่วนใหญ่กระจุกในสายเศรษฐศาสตร์ประยุกต์) เขายังเสนอต่อว่า ในบริบทดังกล่าว มันกำลังจะมีแนวโน้มที่หลายมหาวิทยาลัยที่ได้รับผลการประเมินคุณภาพทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ดีเพียงพอจะเลิกจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ เพราะมันไม่สามารถบรรลุเป้าทางคะแนนที่ดีพอได้ และผู้บริหารดูจะไม่ชื่นชอบที่ภาควิชาฯได้คะแนนน้อย (ตรงนี้ John ได้ยกตัวอย่างที่ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ที่เขาทำงานอยู่ได้ถูกกดดันจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย) ทำให้การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีและหลังปริญญาตรีจะกระจุกตัวอยู่แต่กับเฉพาะมหาวิทยาลัยในกลุ่ม 8 เท่านั้น พูดง่ายๆ สถานการณ์ในออสเตรเลียสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่การประเมินคุณภาพไม่ใช่แค่ทำให้เศรษฐศาสตร์กระแสรองหายไป แต่อาจจะทำให้ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ (ที่สอนกระแสหลัก) หายไปด้วย
เรื่องราวของทั้งอังกฤษและออสเตรเลียก็ช่วยให้เราได้ขบคิดถึงการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในบ้านเรา โดยส่วนตัวผมมองว่าในบ้านเรามันยังไม่ไปไกลถึงขนาดที่จะมีการลบเลือนหายไปของภาควิชาเศรษฐศาสตร์ อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าเรายังอยู่ในช่วงของการขยายตัวของหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในแง่การจัดการศึกษานั้นพบว่าเศรษฐศาสตร์กระแสรองเข้ามามีบทบาทน้อยมาก และนักเศรษฐศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัยเองก็ดูจะไม่ตระหนักถึงการคงอยู่ของเศรษฐศาสตร์กระแสรองมากนัก ข้อเสนอหนึ่งของ Fred Lee ที่ผมเห็นด้วยคือ ต้องมีกลยุทธ์โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์การเมืองหรือกระแสรอง ที่อยู่ในภาควิชาหรือคณะเศรษฐศาสตร์ (ทำไม่ต้องในคณะหรือภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เพราะว่าจะเป็นการช่วยผลิตซ้ำอัตลักษณ์ของเศรษฐศาสตร์กระแสรองว่าเป็นหนึ่งในเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ของสาขาอื่นๆ) ควรจะต้องมีการรวมตัวในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาคม กลุ่มวิจัยที่มีหัวข้อเฉพาะ ฯลฯ เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนและสร้างความตื่นตัว ก่อนที่เราจะเดินไปถึงปลายทางแบบอังกฤษหรือออสเตรเลีย ที่เศรษฐศาสตร์กระแสรองกำลังจะเลือนหายไปทุกที
สุดท้ายนี้ใครสนใจบทความวิจัยของ Fred Lee ที่ผมมาเล่าให้ฟัง และ/หรือ fact sheet ที่แสดงผลการประเมินคุณภาพของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย สามารถส่งอีเมลมาหาผมได้ที่ [email protected] ผมมีไฟล์เอกสารทั้งสองชิ้นอยู่ในมือครับ









