วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เห็นแก่ระบอบประชาธิปไตย..."จำนำข้าว" เลิกเถอะ!

"ระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นการปกครองที่ดีที่สุด... เพียงแต่เป็นการปกครองที่เลวน้อยที่สุด นั่นหมายความว่าจุดอ่อนย่อมมีเหมือนระบอบอื่นๆ

ยิ่งเมื่อพูดถึงการรัฐประหาร เชื่อว่าวันนี้คนส่วนใหญ่ ปฏิเสธ รังเกียจ และต่อต้าน แต่เมื่อให้ประเมิน เชื่อว่า หลายคนคงไม่กล้าการันตีว่าในสังคมไทยจะไม่เกิดขึ้นอีก"

ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมดในทางการเมือง...หากรัฐ รัฐบาลและภาคสังคม สามารถ "ครอบงำ...จนทำให้เกิดความชอบธรรม"!

เพียงแต่ กลุ่มที่มีความได้เปรียบในการครอบงำ นำไปสู่ความชอบธรรมนั้น คือคนที่มี "กลไก" อยู่ในมือ แน่นอนว่ารัฐและรัฐบาลย่อมได้เปรียบ แต่การปฏิวัติเทคโนโลยีสื่อสาร ทำให้เปิดกว้างมากขึ้น รวมทั้งบทเรียนการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลาง

รัฐประหาร...วันนี้ที่ไร้ซึ่งความชอบธรรม ย่อมทำให้เกิดความชอบธรรมได้เช่นกัน ดังในอดีตที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ยกตัวอย่างแค่ รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 น่าจะเป็นข้อคิดได้เป็นอย่างดี ว่า ทำไมประชาชนจำนวนมาก ถึงนำดอกไม้ไปมอบแก่ทหาร ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องหวงแหน "การเลือกตั้ง" ซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย

กว่าที่ ประเทศไทย จะได้มาซึ่งประชาธิปไตย ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของนักสู้เป็นจำนวนมากมาย คนรุ่นหลังอย่างพวกเรา ที่โชคดีรับมรดกมา พึงควรตระหนัก หวงแหนเท่าชีวิต ปกป้องและป้องกันไม่ให้ "รัฐประหาร" เกิดขึ้นอีก

นั่นหมายความว่า ไม่ควรเปิด "จุดอ่อน" ของประชาธิปไตย ให้การปกครองแบบเผด็จการยึดอำนาจ อ้างเป็น "ความชอบธรรม" ซึ่งความชอบธรรมที่เกิดจากสถานการณ์ปกติ กับความชอบธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่ความเหมือนหรือหัวใจของทั้งสอง อยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ "เชื่อ" ว่าเป็นความชอบธรรม

จุดอ่อนในอดีตของการกบฏและรัฐประหาร วนเวียนอยู่ไม่กี่เรื่อง แต่มีอยู่สองปัจจัย ที่มักถูกหยิบมาอ้างความชอบธรรม คือ
1. เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง
2. รัฐบาลคอร์รัปชัน

19 ก.ย. 2549 ปมใหญ่มาจาก คอร์รัปชัน ที่โยงใยกับการขายหุ้นที่ไม่เสียภาษี...แต่ก่อนที่จะเป็นบทสรุปดังกล่าว รัฐบาลตอนนั้นบริหารประเทศแบบพรรคพวก ผูกขาดเฉพาะกลุ่ม ถูกมองว่า "กินรวบ" จนถูกเรียกว่า "ทักษิโณมิกส์" ( Thaksinomics=Thaksin+Economics)

จึงเกิดขบวนการ "ลงขัน" ของกลุ่มผู้สูญเสียประโยชน์ "ล้ม" รัฐบาลเลือกตั้ง
นายทหาร หวั่นจะถูกปลด...กลุ่มธุรกิจที่โดนกีดกันให้อยู่วงนอก...นักการเมือง ที่ห่างไกลจากอำนาจ
และประชาชนที่ทนไม่ได้กับ "คอร์รัปชันเชิงนโยบาย"

วันนี้ยังไม่เข้าองค์ประกอบความชอบธรรม !!!...แต่ก็มีโครงสร้างของการ "ผูกขาด" ที่หนาแน่นกว่าปี 2549 และมีปรากฏการณ์ทุจริต คอร์รัปชัน ออกมาให้เห็นชัดเจนอย่างไม่เกรงกลัว เพียงแต่ปัจจัยกับ "ทหาร" ยังแนบแน่นอยู่กันได้

จำนำข้าว...คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด!!

หลักฐานที่พรรคฝ่ายค้านอภิปรายในสภา และส่งต่อไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงที่นักวิชาการ ภาคประชาชน ออกมาเปิดเผย วิพากษ์วิจารณ์ ในอดีตนั้น ถือว่ายังไม่ "รุนแรงมากพอ" ที่จะทำให้รัฐบาล "ยุบสภา" ได้เลย

สมัยนี้รัฐบาลยังสามารถใช้เครื่องมือของรัฐครอบงำ จนสามารถชอบธรรม ได้มากกว่า "หลักฐานทุจริต"
แต่นานไปจากนี้...ไม่แน่!!

ถึงตอนนี้โครงการรับจำนำข้าวใช้เงินไปแล้ว 526,722 ล้านบาท และหากรวมตามแผนที่เตรียมไว้อีก 1 แสนล้าน เท่ากับใช้เม็ดเงินโครงการสูงถึง 626,722 ล้านบาท มีรายรับจากการขายข้าวที่คืนให้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เพียง 7.2 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขที่สูงไม่น่าวิตกเท่ากับว่า ถึงมือ "เกษตรกร" มากน้อยแค่ไหน

การศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า...
ชาวนายากจน (คือ ชาวนาที่อยู่ในครัวเรือน 30% ที่มีรายได้ต่ำสุด) ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคา ระหว่าง ราคาจำนำ กับ ราคาตลาด ก่อนมีการจำนำเป็นสัดส่วนเพียง 18% ชาวนาร่ำรวย (ซึ่งอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ) ได้ประโยชน์ 39%
ชาวนาปานกลางได้ส่วนแบ่ง 42%

ที่สำคัญ รัฐบาลจะขาดทุนจากโครงการในช่วง 2 รอบการปลูกข้าว 1.7 แสนล้านบาท
ใช้เงินมหาศาลและขาดทุนจำนวนมาก..แต่ไม่ถึงมือชาวนายากจน...รั่วไหลไปอยู่ที่ใคร? ซึ่งขณะนี้มีหลายเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ รวมทั้งแอบขโมยข้าวในโกดังมาขายในประเทศ และแอบขายให้ผู้ส่งออกบางกลุ่ม เพื่อส่งออกเป็นข้าวนึ่ง ก็มีปมให้สงสัย

ยังไม่มีใครสามารถคำนวณได้ว่า จากเม็ดเงินที่ทุ่มไปกับโครงการจำนำข้าว 626,722 ล้านบาท นั้นเปิดช่องให้ทุจริต คอร์รัปชันมากน้อยแค่ไหน แต่หากใครที่ได้ยินตัวเลขที่วงการธุรกิจพูดถึง 30% หรือ 40% ก็ลองคำนวณดูกันเองก็แล้วกัน

แล้วจะตกใจ!!!
หากยังคิดจะเดินหน้าโครงการ "จำนำข้าว" ก็ขอเตือนไว้ก่อนว่า "นี่คือจุดอ่อนใหญ่...ที่จะทำลายประชาธิปไตยในอนาคต"!!