วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากเขาพระวิหารถึงกัวลาลัมเปอร์ : ความโปร่งใสกับการเจรจาสันติภาพ

ภาพจากชายแดนเขมรถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณความพยายาม

จะหา “ข้อยุติอย่างสันติ” ต่อปัญหาเรื้อรังมายาวนาน

รัฐมนตรีกลาโหมไทยกับกัมพูชา นัดพบที่ปราสาทเขาพระวิหาร, เลขาธิการความมั่นคงของไทยกับตัวแทน BRN กับเลขาธิการมาเลเซียลงนามในเอกสารที่จะเริ่มต้นการ “พูดจา” ระหว่างกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

เป็นการส่งสัญญาณทางบวก เพราะไม่ว่าเราจะสงสัยในเนื้อหาและเบื้องหลังของการ “สร้างโอกาสภาพถ่าย” หรือ photo op เพื่อการประชาสัมพันธ์โดยมีเป้าหมายทางการเมืองของแต่ละฝ่ายอย่างไร, ความจริงที่ต้องยอมรับกันก็คือการนั่งลงพูดจากันย่อมดีกว่าการหันกระบอกปืนใส่กัน

และในทั้งสองกรณีจะต้องยอมรับด้วยว่ากระบวนการสร้างความเข้าใจนั้นจะไม่จบลงในวันนี้พรุ่งนี้ หากแต่จะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ประโยชน์สอดคล้องต้องกันของทุกฝ่าย

จึงเป็นเรื่องของความสามารถของฝ่ายไทยเราที่จะวางจุดยืนที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทย

และต้องเป็นผลประโยชน์ "ระยะยาว" สำหรับคนไทยทั้งประเทศ มิใช่เพียงแค่ประโยชน์ "ระยะสั้นทางการเมือง" ของผู้ที่บังเอิญมีอำนาจทางการเมืองอยู่ในขณะนี้

ว่ากันว่า ทั้งสองเหตุการณ์ (ฝั่งไทย-กัมพูชา และไทย-มาเลเซีย) นั้นมีเงาทับทาบของ คุณทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลังด้วย

เป็นประเด็นที่สร้างความ "กระอักกระอ่วนใจ" ได้สำหรับคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนที่เป็นห่วงเป็นใยว่า "กลไกปกติของรัฐ" ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงต่างประเทศ, หน่วยงานความมั่นคง, มืออาชีพด้านข่าวกรอง, และผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศนั้นได้มีบทบาทในการวางจุดยืนของบ้านเมืองในเรื่องสำคัญ ๆ ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านและกลุ่มก่อเหตุต่าง ๆ อย่างไรบ้าง

กรณีทางใต้ คือการลงนามใน General Consensus on Peace Dialogue Process” took place in Kuala Lumpur on 28 February 2013 ที่ลงนามระหว่างเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของไทย พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร กับนายฮัสซัน ตอยิบ รองเลขาธิการและหัวหน้าสภาการเมืองของกลุ่ม BRN (Barisan Revolusi Nasional) โดยมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย ทายูดีน อับดุล วาฮับ เป็นพยาน

ในเอกสารทางการเรียกบทบาทของมาเลเซียว่าเป็น “facilitator” หรือ “ผู้อำนวยความสะดวก” ซึ่งเป็นบทคล้าย ๆ กับที่กัวลาลัมเปอร์เล่นในกรณีให้รัฐบาลกลางฟิลิปปินส์ เปิดการเจรจากับกลุ่มก่อเหตุทางใต้ของประเทศ

กรณีที่ไทย-กัมพูชา ไม่มีการลงนามในเอกสารอะไรใหม่ แต่ก็มีคำถามว่าจะมีการเจรจาเรื่องกัมพูชา นำเรื่อง "เขาพระวิหาร" ไปศาลโลกอีกรอบหนึ่งด้วยเหตุผลกลใด หากจะต้องการ “พูดจาเพื่อแสวงหาสันติภาพ”

กลุ่มที่นำโดย ฮัสซัน ตอยิบ ไม่ใช่กลุ่มแรกที่อ้างว่าสามารถพูดจาในนามของกลุ่มที่ก่อเหตุทางใต้ขณะนี้ ความจริงมีหลายกลุ่มที่เริ่มต้นพูดจากับตัวแทนรัฐบาลด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้มีการทำพิธีลงนามในเอกสารอย่างเปิดเผยเช่นครั้งนี้

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการทำข่าวประชาสัมพันธ์มากน้อยเพียงใด หากแต่อยู่ที่ว่าขั้นตอนจากนี้ไปจะมีความโปร่งใสชัดเจนในจุดยืนของรัฐบาลไทยอย่างไร
และที่สำคัญกว่านั้นคือกระบวนการตัดสินใจว่าเงื่อนไขของการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มต่าง ๆ นั้นเป็นเช่นไร และประชาชนคนไทยทั่วไปจะมีโอกาสได้รับรู้การปรับเปลี่ยนแนวทางของทางการอย่างไร

อีกทั้งตัวแทนที่รัฐบาลไทยส่งไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพูดจานั้นสามารถประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยเองไม่ว่าจะเป็นประเด็นนโยบายต่างประเทศ, ความมั่นคง, เศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชนต่าง ๆ ของคนไทยทั้งประเทศด้วย

ความสงสัยใน “ผลประโยชน์ซ่อนเร้นและทับซ้อน” ในเรื่องเช่นนี้จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้หรือหากเกิดขึ้นแล้วจะเคลียร์ได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลจัดทำกระบวนการทั้งสิ้นทั้งปวงอย่างเปิดเผยโปร่งใส

ตอบคำถามทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา