เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพูดถึงสามเหลี่ยมทองคำชนิดหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับการกลับสู่สามัญอันเกิดจากการนำข้อดีของทั้งโลกปัจจุบันและการดำเนินชีวิต
แบบดั้งเดิมมารวมกันเพื่อนำไปประยุกต์ใช้
วันนี้ขอขยายความซึ่งคอลัมน์นี้พูดถึงในแง่หนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 บทความนั้นอาจหาอ่านได้ในหนังสือชื่อ “หายนะฤๅสิ้นอารยธรรม”
เมื่อเอ่ยถึงสามเหลี่ยมทองคำ ผมมักอ้างว่าเมืองไทยมีสามเหลี่ยมทองคำอยู่แล้วสองแห่ง สามเหลี่ยมแรกซึ่งมักรู้จักกันดีเป็นพื้นที่ตรงรอยต่อระหว่างไทย ลาวและพม่าซึ่งตอนนี้ได้พัฒนามามากจากการเป็นแหล่งค้ายาเสพติดและของผิดกฎหมาย สามเหลี่ยมที่สองเป็นพื้นที่อันเกิดจากการลากเส้นจากปากแม่น้ำบางปะกงตรงไปถึงปากแม่น้ำแม่กลอง และจากปากแม่น้ำทั้งสองลากเส้นไปบรรจบกันที่ปากน้ำโพ สามเหลี่ยมนี้มีค่ากว่าทองคำมากเนื่องจากเป็นเสมือนหัวใจของเมืองไทย อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยตระหนักจึงมิปกปักรักษาอย่างเต็มที่ ในปัจจุบันนี้ พื้นที่เกษตรกรรมถูกทำลายจากการใช้เป็นโรงงานและการก่อสร้างสารพัดชนิดจนกลายเป็นป่าคอนกรีตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อีกสามเหลี่ยมหนึ่งซึ่งผมอ้างถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่เป็นพื้นที่เพราะมีลักษณะเป็นนามธรรม อย่างไรก็ตาม ผมมักใช้ภาพประกอบเมื่อพูดถึง
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า มนุษย์เราใช้เวลานับล้านปีก่อนที่จะวิวัฒน์จากสัตว์ป่ามาเป็นมนุษย์ในขณะนี้เมื่อราว 60,000 - 200,000 ปีที่แล้ว จากวันนั้น บรรพบุรุษของมนุษย์เราอาศัยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติเป็นอาหาร การดำรงชีวิตแบบนั้นยากแก่การตั้งบ้านเรือนถาวรเนื่องจากมักต้องเร่ร่อนไปตามฤดูกาล การดำเนินชีวิตอยู่กับธรรมชาติซึ่งขาดสารพัดปัจจัยนั้นอาจเรียกว่าอยู่ ณ จุด A
เมื่อราว 10,000 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในสังคมมนุษย์เป็นครั้งแรกเมื่อบรรพบุรุษของเราค้นพบการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ซึ่งวิวัฒน์มาเป็นเกษตรกรรมในปัจจุบัน การผลิตอาหารได้โดยไม่ต้องอาศัยการผลิตของธรรมชาติเอื้อให้เกิดการตั้งบ้านเรือนถาวรขึ้น ยิ่งกว่านั้น การผลิตอาหารได้มากเอื้อให้สมาชิกส่วนหนึ่งของชุมชนไม่จำเป็นต้องผลิตอาหารเอง หากใช้เวลาทำอย่างอื่นซึ่งนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีสร้างที่อยู่อาศัย การใช้โลหะ การสร้างยานพาหนะหรือการประดิษฐ์ตัวอักษร ความก้าวหน้าเหล่านั้นนำไปสู่การสร้างชุมชนเมืองและอารยธรรมขึ้น ครั้งแรกในย่านตะวันออกกลางตามด้วยในส่วนต่าง ๆ ของโลก
ปัจจัยที่ทำให้เกิดอารยธรรมเอื้อให้การดำเนินชีวิตของคนส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นซึ่งอาจเรียกว่าพวกเขาได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ ณ จุด B แต่แทนที่จะหยุดแค่การใช้เวลาและเทคโนโลยีผลิตสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ชนชั้นผู้นำกลับผลักดันให้ผลิตสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหาร ปราสาทขนาดยักษ์ อนุสาวรีย์และสิ่งก่อสร้างจำพวกพีระมิด การกระทำเช่นนั้นเป็นการบริโภคเกินพอดีที่นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลพวงสุดท้ายของการทำลายนั้นคือความล่มสลายของอารยธรรมและการดำเนินชีวิต ณ จุด B
อนึ่ง ในขณะที่อารยธรรมต่างๆ กำลังถูกสร้างขึ้นนั้น มีชุมชนอีกมากมายที่มิได้เข้าร่วมในกระบวนการ หากยังดำเนินชีวิตต่อไปในชนบท หรืออยู่กับธรรมชาติแม้จะขาดปัจจัยหลายอย่างในบางกรณี บางส่วนยังใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนไปตามฤดูกาล อีกส่วนหนึ่งตั้งบ้านเรือนถาวรขึ้น แต่ยังดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายโดยยึดหลักการผลิตเพื่อสนองความจำเป็นเท่านั้น เมื่ออารยธรรมใดล่มสลาย ผู้คนที่รอดตายก็มักกลับไปดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิม หรือ ณ จุด A อีกครั้ง
กระบวนการผลักดันการดำเนินชีวิตจากจุด A ไปสู่จุด B หลังการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นไปอยู่หลายพันปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดจนกระทั่งเมื่อราว 250 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดครั้งนี้เกิดจากการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ซึ่งนำไปสู่การประดิษฐ์เครื่องจักรกลขึ้นใช้ทำงานแทนแรงคน แรงสัตว์และแรงธรรมชาติจากกระแสลมและกระแสน้ำ ศักยภาพอันสูงยิ่งของเครื่องจักรกลเอื้อให้คนเราสามารถเปลี่ยนการดำเนินชีวิตไปสู่จุด B ได้เร็วขึ้นและอย่างกว้างขวางขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็เอื้อให้เราผลิตสิ่งต่างๆ ออกมาบริโภคเกินความจำเป็นได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้นและกว้างขวางยิ่งขึ้นด้วย หรือในอีกนัยหนึ่ง เรากำลังทำประวัติศาสตร์ให้ซ้ำรอยของอารยธรรมโบราณที่ล่มสลายไปในอดีต
ในขณะที่โลกส่วนใหญ่มุ่งเคลื่อนย้ายไปสู่จุด B ในนามของการพัฒนา มีอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังยึดการดำเนินชีวิตอยู่ ณ จุด A ในส่วนนี้มีชนชาติที่หนังสือเรื่อง The World Until Yesterday อ้างถึงและชาวอามิชรวมอยู่ด้วย ชาวอามิชไม่ยอมใช้เครื่องจักรกล รถยนต์และไฟฟ้าแม้จะตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำในด้านการผลิตและบริโภคเกินความจำเป็นแบบสุดโต่ง (เรื่องราวของชาวอามิชมีอยู่ในหนังสือชื่อ “อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ” ซึ่งอาจดึงออกมาได้จากเว็บไซต์ www.OpenBase.in.th/sawai005) นอกจากนั้น มีชาวอเมริกันและชาวโลกอีกส่วนหนึ่งซึ่งมองเห็นอันตรายของการบริโภคเกินความจำเป็น คนกลุ่มนี้ต้องการย้ายออกจากจุด B กลับไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือกลับสู่สามัญ แต่มิใช่กลับไปอยู่ ณ จุด A หากเป็นจุด C อันเป็นการนำข้อดีของทั้งจุด A และจุด C มารวมกันเพื่อประยุกต์ใช้ หากชาวโลกพากันเคลื่อนไหวกลับไปใช้ชีวิต ณ จุด C โลกใบนี้จะมีโอกาสยั่งยืนมากขึ้นแน่นอน






