ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่กลางปี 2555 ที่ผ่านมา เราพูดกันมากเรื่องปัญหาพลังงาน ราคาพลังงานแพง
รัฐบาลออกมาเรียกร้องว่า คนไทยต้องร่วมแรงร่วมใจ "ประหยัดพลังงาน" ในทุกรูปแบบ ทั้งการใช้พลังงานในภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และรวมถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานระดับบุคคล
แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ แก้ปัญหาราคาพลังงานแพงเท่านั้น แต่การประหยัดและลดใช้พลังงาน ยังหมายถึง การลดบริโภคพลังงานในระดับประเทศ ทั้งเพื่อการประหยัด และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
แต่ดูเหมือน ทฤษฏียังคงเป็นเพียงหลักคิด เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือแม้แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเอง กลับดำเนินการสวนทาง แนวคิด"การลดใช้พลังงาน" อย่างสิ้นเชิง
ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่นโยบายรถยนต์คันแรก ที่ทำยอดขายทะลุทะลวงไปถึง 1.3 คันไปเหนาะๆ เพราะแรงจูงใจเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตรสูงสุดคันละ 1 แสนบาท ทำให้คนแห่จองกันเป็นว่าเล่น ทำเอายอดขาย ยอดโอนรถยนต์ ยังคงพุ่งสูงทะลักทลายข้ามปีมาถึงเดือนม.ค.2556 ทำสถิติ"นิวไฮ"ไม่รู้รอบที่เท่าไร
ยอดส่งมอบรถยิ่งมากเท่าใด ย่อมหมายถึงยอดใช้พลังงาน"น้ำมัน" จะเพิ่มมาเป็นเงาตามตัว ตอนนี้หลายคนกำลังกังวล กับผลกระทบที่จะตามมา หากเกิดกรณี ลูกค้ารถคันแรกเกิดภาวะ "ผิดนัดชำระหนี้" ขึ้นมา ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะค่าใช้จ่ายในการมีรถส่วนบุคคล และการใช้รถในชีวิตประจำวันนั้น ย่อมสูงกว่ายอดผ่อนค่างวดรถยนต์แต่นอน
ที่สำคัญยอดค่าพลังงานน้ำมัน ที่ทุกวันนี้ เบนซินแก๊ซโซฮอลล์ก็ปรับตัวขึ้นไปกว่า ลิตรละ 40 บาทแล้ว ไหนจะค่าดูแลรักษา ซ่อมบำรุง ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ จิปาถะ ที่จะตามมา
ยอดขายรถคันแรก 1.3 ล้านคันทำให้ ภาคธุรกิจหลายแขนง เริ่มกังวล และมองหาแนวทางรับมือกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นห้างค้าปลีก หรือธุรกิจของกินของใช้อื่นๆ ที่เกินชีวิตประจำวันไป ก็เริ่มตั้งโจทย์ว่า หากลูกค้าประหยัดการจับจ่าย เพราะเกิดภาวะเงินตึงจะทำอย่างไร ต่างรีบจัดแคมเปญ ปรับราคากระตุ้นตลาดออกมากันยกใหญ่
ปัญหาแรกกำลังลุ้นว่าจะเป็นเช่นไร ล่าสุดยังมีกรณี "พลังงานไฟฟ้า อาจมีปัญหาในช่วงวันที่ 5 เม.ย." เนื่องจากท่อขุดเจาะก๊าซธรรมชาติของพม่า ต้องปิดเพื่อซ่อมแซม อาจไม่ส่งให้โรงไฟฟ้าของไทย
รัฐบาลออกมารณรงค์ ให้คนประหยัดการใช้ไฟ เพราะเกรงว่าไฟฟ้าอาจมีไม่เพียงพอให้บริการ ในขณะที่ก็มีหลายคนออกมาตั้งคำถามว่า ทำไม ผู้นำรัฐบาลต้องออกมาร้องตีโพยตีพายเรื่องนี้ ในเมื่อ "พม่า"ก็ซ่อมท่อก๊าซที่ว่านี้แทบทุกปี
สองเรื่องที่นำมากล่าวถึง อาจไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะอันแรก เป็นเรื่องการใช้พลังงานน้ำมัน ส่วนกรณีที่สองเป็นเรื่องพลังงานไฟฟ้า แต่ทั้งสองกรณี มันสะท้อนได้ว่า รัฐบาลตัดสินใจดำเนินนโยบายใดๆ เกี่ยวกับพลังงานไป ล้วนไม่มีความชัดเจน ทำราวกับว่าไม่ได้คำนวณเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า ปล่อยไปตามยถากรรม
เช่นออกนโยบายกระตุ้นธุรกิจรถยนต์ ก็ทำไป ไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบอะไรตามมา เรื่องพม่าซ่อมท่อก๊าซก็เช่นกัน เป็นเรื่องเก่าที่เกิดทุกปี ไม่น่าเป็นปัญหาก็ยังปล่อย(ข่าว)ให้เป็นปัญหา
มองแค่สองเหตุการณ์นี้ สะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์กับนโยบายพลังงาน ช่างขาดการประสานและวางแผน หยิบจับมุมไหนก็พบปัญหาให้ท้วงติงได้โดยง่าย









