วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความท้าทายของตลาดสมาร์ทโฟนจีน

คราวที่แล้วได้กล่าวถึงความสำคัญของโซเชียลมีเดียในประเทศจีนที่ล้ำหน้าไม่แพ้จำนวนสมาร์ทโฟนที่เพิ่มทวีคูณมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคในจีน

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะจีนเองก็เป็นแหล่งผลิตสมาร์ทโฟนในขณะเดียวกันกับการเป็นแหล่งซื้อขายจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน ทำให้จีนกลายเป็นแนวหน้าการใช้สมาร์ทโฟนของโลกไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นตัวแปรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ต้องจับตามอง

ข้อมูลจากไอมีเดีย รีเสิร์ช ระบุว่า จีนยึดตำแหน่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนมากเป็นอันหนึ่งของโลกด้วยจำนวนกว่า 330 ล้านเครื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2555 เพิ่มขึ้น 150% จากปี 2554 ในจำนวนนี้มีการใช้แอนดรอยด์โฟน 67% โนเกียซิมเบี้ยน (Symbian) 17% และแอ๊ปเปิ้ล iOS ที่ 10%

กล่าวกันว่าสมาร์ทโฟนในจีนจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านเครื่องในสิ้นปี 2556 และคาดว่าในปี 2558 จีนจะมีจำนวนสมาร์ทโฟนมากกว่าสหรัฐ กับยุโรปรวมกัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดสมาร์ทโฟนในจีน จะมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดทุ่มเทความสำคัญในการพัฒนาและทำการตลาดอย่างหนักในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ซัมซุง ที่คาดว่ากำลังจะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าคู่แข่งอย่างโนเกียในเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังมีค่ายมือถือเจ้าถิ่นอย่างหัวเว่ย แซดทีอี เลอโนโว ตลอดจน คูลแพด ซึ่งจำหน่ายโดยไชน่า ยูนิคอม ค่ายโอเปอร์เรเตอร์อันดับสองของจีน รองจากไชน่า โมบายล์

กลยุทธ์ทุ่มเทของซัมซุง
ซัมซุงกำลังก้าวสู่ตำแหน่งผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ที่สุดในโลกด้วยการคว่ำแชมป์เก่าอย่างโนเกีย อดีตแชมป์ 14 ปีลงได้ และยังสามารถครองสัดส่วนสมาร์ทโฟนถึง 29% ของโลก ในปีที่แล้วซัมซุงจำหน่ายสมาร์ทโฟนกว่า 215 ล้านเครื่อง และมีสมาร์ทโฟนให้เลือกกว่า 25 รุ่น

ความสำเร็จสำคัญของซัมซุง คือ การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเอง จึงสามารถเร่งการผลิตและนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อการทุ่มงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนามากกว่า 8,700 ล้านเหรียญในปี 2554 แต่การลงทุนก็คุ้มค่า เมื่อซัมซุงทำกำไรจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 ที่ 8,300 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อมูลว่าซัมซุงใช้งบการตลาดมหาศาลเกือบ 12,000 ล้านดอลลาร์กับแบรนด์อย่างซัมซุง แกแล็คซี่ โดยใช้งบการตลาดในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2555 เฉพาะในสหรัฐประเทศเดียวกว่า 349 ล้านดอลลาร์ และในปี 2554 ซัมซุงลงทุนกับงบโฆษณาถึงกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่แอ๊ปเปิ้ลใช้ไป 933 ล้านดอลลาร์ และไมโครซอฟท์ใช้จ่ายอยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์

แอ๊ปเปิ้ลสะเทือนเมื่อต้องแข่งในจีน
สำหรับแอ๊ปเปิ้ลซึ่งเปิดตัว ไอโฟน5 ในประเทศจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาด้วยยอดขายกว่า 2 ล้านเครื่องภายใน 3 วันที่เปิดขาย ทำให้ ทิม คุ๊ก ซีอีโอของแอปเปิ้ลอ้างถึงยอดขายในจีนที่สูงถึง 6,830 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และกล่าวว่าตลาดจีน เป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของแอ๊ปเปิ้ล และอาจจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแอ๊ปเปิ้ลแซงตลาดในอเมริกาภายในปีนี้

แน่นอนว่าแอ๊ปเปิ้ลจะต้องหาช่องทางในการเพิ่มการขายสินค้าด้วยการเปิดแอ๊ปเปิ้ลสโตร์ในจีนให้มากขึ้น จากที่มีอยู่ 11 แห่ง รวมถึงการขายผ่าน Premium Reseller กว่า 400 ร้านค้า และที่มองข้ามไม่ได้คือการที่แอ๊ปเปิ้ลจับมือร่วมธุรกิจกับไชน่า โมบายล์ ให้สามารถขยายช่องทางการขายไปยังลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งไชน่า โมบายล์ ก็จำเป็นต้องร่วมมือกับแอ๊ปเปิ้ลเพื่อขยายตลาด 4จี แอลทีอีในจีนเช่นกัน

ผลกระทบจากสมาร์ทโฟน
การศึกษาของดีลอยต์ในสหรัฐ พบว่า ในจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นประจำกว่า 321 ล้านเครื่องนั้น มีตัวเลขการซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนคิดเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยให้ยอดขายสินค้าของรีเทลสโตร์เพิ่มขึ้นเป็น 689,000 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลนี้กระตุ้นให้บรรดาผู้ประกอบการและนักการตลาดในจีนต้องเตรียมตัวรับมือกันอย่างเร่งรีบ เพื่อให้ทันกับการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวินาที โดยเฉพาะการแข่งขันข้ามชาติจากแบรนด์ดังระดับโลกที่ตบเท้าแทรกซึม และจับจองพื้นที่ออนไลน์ รวมทั้งสร้างระบบดิจิทัลคอมเมิร์ซ รองรับผู้บริโภคจีนกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว

คงไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้นที่สมาร์ทโฟนขึ้นแท่นเป็นสินค้ายอดนิยมที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค และกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขับเคลื่อนการตลาดยุคดิจิทัลให้เร็วขึ้นและมีสีสัน

นักการตลาดบ้านเราเองก็ตระหนักดีว่าเมื่อสถาบันการเงินสร้างระบบให้ผู้บริโภคบ้านเราคุ้นชินและมั่นใจกับธุรกรรมการเงินออนไลน์จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา การค้าขายผ่านสมาร์ทโฟนจะทำได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ถึงเวลาที่คุณพร้อมแข่งขันเรื่องรายได้จากดิจิทัลคอมเมิร์ซกันอย่างจริงจังแล้วหรือยัง