การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วานนี้ 19 ก.พ.) มีการหารือมาตรการรับผลกระทบ ที่เกิดจากแหล่งก๊าซในพม่าหยุดจ่ายก๊าซ
เพื่อซ่อมแท่นขุดเจาะ โดยรัฐบาลเตรียมรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดไฟฟ้า และขอให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินมาตรการประหยัดไฟฟ้าเช่นเดียวกัน แม้หน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงานจะเตือนว่าสถานการณ์อาจถึงขั้นวิกฤติ แต่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่า ยังมีไฟฟ้าใช้อย่างแน่นอน หากเรามีมาตรการประหยัดตั้งแต่วันนี้
อันที่จริง ผลกระทบจากพม่าหยุดจ่ายก๊าซเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาจะมีปัญหามาโดยตลอด อย่างกรณีของปีที่ผ่านมาก็พบว่ามีปัญหาเช่นเดียวกัน เพียงแต่ระยะเวลาไม่ยาวนานเหมือนปีนี้ และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลก็ใช้วิธีการเดียวกันคือรณรงค์ให้คนประหยัด และกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องประหยัดพลังงานให้ได้ตามเป้า ซึ่งบางครั้ง คนระดับรัฐมนตรีก็ทำตัวเป็นแบบอย่างด้วยการถอดสูทปิดแอร์ เพื่อเป็นตัวอย่างในการประหยัด
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมา มีการพูดกันค่อนข้างมากว่าสถานการณ์ด้านพลังงานของไทยกำลังจะเผชิญกับวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในอัตราที่สูงเกินไป หรือ การพึ่งพาแหล่งพลังงานจากเพื่อนบ้านมากเกินไป ทั้งก๊าซจากพม่าและพลังงานไฟฟ้าจากลาว แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีการแก้ปัญหา แม้ว่าจะมีแผนด้านพลังงานอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการพัฒนาด้านพลังงานอย่างจริงจัง ตามแผนที่หน่วยงานด้านพลังงานดำเนินการไว้ เพราะหากยังไม่สามารถดำเนินการเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ปัญหาก็จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีปัญหาในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นปล่อยติดต่อกันหลายปีและแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆก็สะท้อนว่าเราต้องเร่งดำเนินการเพื่อรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หาไม่แล้วต่อไปในอนาคตก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
เนื่องจากไทยต้องพึ่งพิงแหล่งพลังงานจากนอกประเทศเป็นหลัก นอกจากจำเป็นต้องมีแผนที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เป็นแผนที่ทำขึ้นมาเพื่อปรับแก้ไขภายหลัง รัฐบาลยังต้องเป็นตัวหลักในการลดหรือประหยัดพลังงาน โดยจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนรู้คุณค่าของพลังงาน หรือ อาจจำเป็นก็ต้องปรับราคาเพื่อให้เป็นกลไกบังคับให้คนรู้ถึงคุณค่า เพราะที่ผ่านมา เมื่อเกิดปัญหาทุกครั้ง รัฐบาลก็จะออกมารณรงค์ แต่เมื่อปัญหาผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิม
เราเห็นว่ารัฐบาลควรตั้งเป้าหมายให้เรื่องพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ หากเราชอบเรียกปัญหาที่วิกฤติระดับชาติว่า "วาระ" แต่ต้องเป็น"วาระ"ที่แท้จริง กล่าวคือเป็นวาระที่มีแผนปฏิบัติการได้จริง และคิดบนพื้นฐานจากข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งการกำหนดให้เป็น"วาระ"นั้น ไม่เพียงแค่ส่วนของรัฐบาลในฐานะเป็นผู้ดูแลความเดือดร้อนหรือจัดหาพลังงานเท่านั้น แต่จะต้องลงถึงระดับประชาชน เราเชื่อว่าการจัดทำ"วาระแห่งชาติว่าด้วยเรื่องพลังงาน"จะทำให้การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเกิดขึ้นได้ทั้งสังคม ไม่ใช่การทำระดับรณรงค์เหมือนไฟ้ไหม้ฟาง






