เรื่องเล่าจากคนรุ่นเก่า (1)

ผมเชื่อว่าองค์กรที่ดี จะต้องเป็นที่รวมของคนคิดดีทำดี เป็นองค์กรที่มีความเชื่อมั่นในคุณค่าของคน เปิดโอกาสให้พนักงานได้คิด
เมื่อค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ในแต่ละยุคไม่เหมือนกัน ความเจริญก้าวหน้ายังวิ่งไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ มีทั้งมิติที่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น และมิติที่เสื่อมถอยลง คงไม่ต้องเดาว่าอะไรดีหรืออะไรเสื่อม อะไรหาได้ง่ายและอะไรเริ่มขาดแคลนลงทุกวัน วิถีชีวิตและพฤติกรรมการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ อาจสร้างความหนักใจไม่น้อยกับผู้บริหารรุ่นเก่า แต่ถ้าพยายามปรับตัวเข้าหากัน แน่นอนผมกำลังบอกว่า คนรุ่นเก่าอาจต้องปรับตัวมากหน่อย หรืออาจจะต้องปรับตัวฝ่ายเดียวด้วยซ้ำไป เพราะคนรุ่นใหม่อาจจะรู้สึกว่า เขาอยู่ในโลกปัจจุบันแล้ว แต่ผู้บริหารต่างหากที่ยังอยู่ในโลกเดิมๆ เสมือนหนึ่งจะหยุดเวลาไว้ ทั้งๆ ที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อมีโอกาสได้นั่งลงเสวนากับผู้บริหารพันธุ์ X (X Generation) ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาบริหารงานแทน Baby Boomer ที่ทยอยเกษียณตัวเองออกไปจากงานประจำ ผู้บริหารหนุ่มใหญ่ที่มีอายุกำลังเดินหน้าเข้าสู่เลข 5 เข้าไปทุกวัน บทสนทนาเริ่มต้นด้วยการย้อนเวลากลับไปสมัย 20-30 ปีที่ผ่านมา เมื่อผู้บริหารท่านนี้เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่ๆ เขาเล่าว่า
“จำได้ว่าสมัยก่อนคอมพิวเตอร์ทุกตัวเป็นแบบตั้งโต๊ะ และมีจำนวนไม่มาก ต้องตั้งไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง ใครต้องการใช้ก็ไปใช้ ใครไม่มีธุระอันใดก็นั่งเตรียมงานที่โต๊ะทำงานของตนเอง รู้จักแบ่งปันกันตั้งแต่ตอนนั้น วัสดุที่ใช้ในการนำเสนองาน ก็ยังใช้แผ่นใสแบบเขียน และเมื่อไม่ใช้แล้วก็ต้องไปล้างทำความสะอาด เพื่อมาใช้งานใหม่ในโอกาสถัดไป แผ่นใสแบบถ่ายเอกสารจะใช้ทีต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะมีราคาแพงมาก ที่สำคัญไม่มีผู้ช่วย ทุกคนต้องทำมันด้วยตนเองทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ
การเดินทางไปให้บริการลูกค้า ไม่ไปรถบริษัทจัดให้ ก็ต้องหารถเช่าจากภายนอกมารับ ยกเว้นแต่จังหวัดที่ไกลมีความจำเป็นต้องไปทางเครื่องบินเท่านั้น จำได้ว่าหลายคนต้องนั่งรถไฟหรือรถทัวร์เพื่อไปเตรียมงานล่วงหน้า ดังนั้นทุกคนต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาถึงบริษัทให้ทันรถมารับ และไม่ว่าจะดึกและการจราจรติดขัดอย่างใด ทุกคนก็กลับมาที่ทำงานก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน บางคนอาจโชคดีหน่อยที่เส้นทางกลับอาจผ่านจุดที่จะนั่งรถต่อไปบ้านได้ง่าย ก็ขอกระโดดลงกลางทาง จะได้ไม่ต้องเดินทางย้อนกลับไปกลับมา
อินเทอร์เน็ตไม่มีให้ใช้ หนังสือในห้องสมุด ตำราวิชาการ การเข้ารับการอบรม การเชิญวิทยากรจากภายนอกมาให้ความรู้ และการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จึงเป็นวิถีปฏิบัติที่เห็นอยู่เป็นปกติ การทำงานแบบข้ามสายงาน (ข้ามแผนกข้ามฝ่ายแต่เป้าหมายเดียวกัน) การขอยืมตัว การขอความช่วยเหลือระหว่างกัน แม้ว่าจะไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่หลายคนก็เต็มใจ ตั้งใจ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เดี๋ยวนี้หัวหน้าต้องขอร้องลูกน้องเพราะอยากให้ทำโดยสมัครใจ (หรืออีกนัยหนึ่งต้องตามใจ บังคับไม่ได้) บางครั้งโชคไม่ดี ถ้าไม่ได้รับคำปฏิเสธ ก็อาจจะโดนถามว่าจะได้เงินเพิ่มหรือไม่”
ผู้บริหารคนดังกล่าว หยุดพักทำท่าครุ่นคิดสักพัก ไม่ใช่ว่ากำลังจะนึกย้อนเรื่องในอดีตที่เลือนลาง แต่กำลังจะเรียงร้อยถ้อยคำและเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น แล้วก็เล่าต่อว่า
“เดี๋ยวนี้สบายขึ้น สวัสดิการดีขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น คอมพิวเตอร์หนึ่งคนหนึ่งเครื่อง ในอนาคตเชื่อว่าทุกคนคงมี Computer Notebook หิ้วไปใช้กันทุกคน ไม่มีใครสนหรอกว่าเอาไปใช้เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน เพราะเราเชื่อใจและให้เกียรติกัน
ในขณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ทั่วโลก ติดต่อสื่อสารถึงกันผ่านโทรศัพท์มือถือ (หลายคนเบิกค่าใช้จ่ายได้) ศึกษาค้นคว้าแหล่งข้อมูลต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งในที่ทำงาน และเครือข่ายออนไลน์ภายนอก (บริษัทก็จ่ายเงินให้อีกเช่นกัน) แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนห่างกันมากขึ้น ติดต่อกันยากขึ้น มีความเป็นตัวตนสูงขึ้น คิดถึงส่วนรวมและภารกิจขององค์กรน้อยลง”
ผมคิดตามพร้อมพยักหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่พบเจอได้ในองค์กรและการทำงานทั่วไปในทุกวันนี้ เจอใครๆ ก็พูดแบบนี้กันทุกคน เข้าข่ายผู้บริหารรุ่นเก่าเข้าใจหัวอกหัวใจซึ่งกันและกัน
ผมกำลังนึกถึงคนทำงานรุ่นใหม่ (Y Generation) หรือพันธุ์ใหม่ที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาที่บางคนเรียกว่า I Generation (Internet) บ้าง M Generation (Mobile) บ้าง หรือแม้แต่ Z Generation ที่อาจจะโดนความเจริญทางวัตถุครอบงำได้ง่ายๆ ถ้าขาดการเลี้ยงดูและให้คำชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้ปกครองและครู
หลังการหยุดพักชั่วครู่ เราก็กลับมาที่วงสนทนาใหม่ที่เนื้อหาเข้มข้นขึ้นทุกที ผู้บริหารท่านนี้กล่าวเสริมถึงการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ตลอดจนวิถีการทำงานร่วมกันกับคนรุ่นใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ
“การเปิดโอกาสให้พนักงานมีสิทธิมีเสียง เสนอแนะ และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำมาใช้กำหนดวิสัยทัศน์ แผนงาน และระเบียบปฏิบัติ มีมากขึ้นตามลำดับ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับยุคสมัยก่อน หรือองค์กรอื่นๆ ภายนอกไม่ว่าราชการหรือเอกชน แม้แต่ระเบียบภายในที่องค์กรทั่วไปมักจะกำหนดและออกประกาศโดยคณะจัดการ ที่มีตัวแทนระดับบริหารจากฝ่ายงานต่างๆ เท่านั้น
แต่ผู้บริหารที่นี่ก็เห็นคุณค่าของพนักงานในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบวิธีการที่เหมาะสม เพราะคิดว่าองค์กรแห่งนี้เป็นของทุกคน เพียงแต่คณะจัดการทำหน้าที่ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายถึงผลดีผลเสียต่อส่วนรวม อย่างถูกต้อง เหมาะสม และยุติธรรม เพราะถ้าจะเอาความต้องการของทุกคนเป็นที่ตั้ง ก็ไม่รู้จะออกระเบียบได้อย่างไร ให้สอดรับกับความต้องการนั้นๆ คงมีเพียงวิธีเดียวคือปล่อยให้ไร้ระเบียบ ใครอยากทำอะไรทำ อยากได้อะไรก็พิจารณาตัดสินกันเอง”
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการบริหารงานภายในองค์กร ให้สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้ ไม่ใช่แค่ให้องค์กรอยู่รอด ธุรกิจเติบโตเท่านั้น แต่ต้องมีความยั่งยืน ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นองค์กรที่ดี มีคุณธรรม ไม่เอาเปรียบสังคม และใส่ใจสิ่งแวดล้อม การสรรหาบุคลากรเข้ามาร่วมงาน ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนผ่านคำพูดที่ว่า
“ผมเคยคาดหวังในใจลึกๆ ว่า อยากเจอเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาทำงานในองค์กรแห่งนี้ มีจิตสาธารณะ มองเห็นประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติโดยรวม นอกเหนือจากการทำธุรกิจ คิดหากำไร หรือใส่ใจเฉพาะลูกค้าเท่านั้น แต่ถ้าคนส่วนใหญ่มีความปรารถนาที่จะสรรสร้างสิ่งต่างๆ อย่างเต็มกำลังความสามารถคงดีไม่น้อย ผมเชื่อว่าองค์กรที่ดี จะต้องเป็นที่รวมของคนคิดดีทำดี เป็นองค์กรที่มีความเชื่อมั่นในคุณค่าของคน เปิดโอกาสให้พนักงานได้คิด ได้นำเสนอ และเปิดรับฟังแนวคิดใหม่ๆ มีความยืดหยุ่น เห็นต่างได้บนหลักการและเหตุผล”
บทสนทนายังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีมาเล่าสู่กันฟังอีกในครั้งหน้า ขอทิ้งท้ายด้วยข้อคิดคำคม ดังนี้
“ถ้าคนเราคิดว่าจะให้ มากกว่าที่จะได้ คิดถึงส่วนรวม ก่อนส่วนตน โลกนี้ ประเทศนี้ องค์กรแห่งนี้ คงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ”







