วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าใช้วิธีอธรรม เรียกหาความยุติธรรม

ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ภรรยาและมารดาของแกนนำผู้ก่อความไม่สงบบางรายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีฐานปฏิบัติการนาวิกโยธิน

ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และเว็บไซต์แห่งหนึ่ง

ยอมรับว่าอ่านแล้วรู้สึกเสียใจ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าสาเหตุของการต้องจับปืนขึ้นต่อสู้กับรัฐไทยของผู้ตาย เป็นเพราะเจ็บช้ำจาก "กรณีตากใบ" ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ต.ค.2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมและเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมถึง 85 ราย

แม้จะเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แต่ที่แปลกใจก็คือว่า บทสัมภาษณ์คนในครอบครัวของผู้ตายไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่สะท้อนความพยายามห้ามปรามลูกชายหรือสามีไม่ให้เลือกวิธีใช้ความรุนแรงในการเรียกหาความยุติธรรม ทั้งๆ ที่ความรุนแรงเหล่านั้นหลายต่อหลายครั้งก่อความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมนั้นด้วยเลย

แม้แต่ "ทหาร" ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ และถูกยิงถูกลอบวางระเบิดตายเกือบทุกวัน เกือบทั้งหมดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมที่เคยเกิดขึ้น

ผมเห็นด้วยว่าในส่วนของคดีตากใบ และคดีคาใจอื่นๆ ทั้งหลาย เช่น กรณีกรือเซะ (เหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2547 มีผู้เสียชีวิต 108 ราย) สมควรรื้อขึ้นมาและเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นมาตรฐานและลบล้างคำประจานในแง่ของ impunity หรือ "ผู้กระทำผิดลอยนวล" ซึ่งกลายเป็น "โลโก้" ของประเทศไทยไปแล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เกี่ยวข้องเจ็บช้ำกับเหตุการณ์ ก็ไม่สามารถอ้างเรื่องเหล่านั้นไปก่อเหตุยิงครู หรือวางระเบิดฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้ เพราะถ้าคุณใช้วิธี "อธรรม" เพื่อเรียกหา "ความยุติธรรม" ก็จะมีการใช้ "วิธีอธรรม" ตอบโต้กันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด

แม้จะเป็นข้อเรียกร้องที่โรแมนติกไปนิด แต่ผมก็อยากฝากไปถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงให้หยุดคิด และหันมาต่อสู้ตามแนวทางสันติ เพราะความเป็นจริงก็คือ แม้คุณจะแยกดินแดนไปได้ เรื่องเลวร้ายแบบนี้ก็ใช่ว่าจะหมดไป เพราะมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างที่ซับซ้อนโดยไม่เลือกพื้นที่หรือชาติพันธุ์ สังคมจึงควรเรียนรู้ร่วมกันเพื่อไม่ให้ความเลวร้ายลักษณะนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกน่าจะถูกต้องกว่า

ส่วนฝ่ายรัฐก็น่าจะได้เวลาชำระความผิด อะไรที่เคยกระทำผิดและซุกใต้พรมเอาไว้ ก็ควรหยิบขึ้นมาทำให้มันโปร่งใสเป็นไปตามกระบวนการ เรื่องทุกเรื่องถ้ามันไม่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่สองมาตรฐาน มันก็ยากที่จะถูกหยิบไปเป็นประเด็นปลุกปั่น ปลุกระดม

รัฐเองก็ต้องยอมรับว่า บรรดาหมายจับทั้งหลายที่ใส่ชื่อผู้ต้องหารายสำคัญที่เรียกว่า "แกนนำอาร์เคเค" นั้น ความจริงมีหลักฐานพิสูจน์ชัดไม่กี่คดีหรอก ไม่อย่างนั้นศาลจะยกฟ้องคดีความมั่นคงถึง 78% หรือ ผู้ต้องหาบางคนในพื้นที่สีแดงบางพื้นที่ เช่น อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีหมายจับถึง 37 หมาย จึงอยากให้ทบทวนกันดูสักทีว่ามีหลักฐานเอาผิดเขาจริงๆ กี่คดี ไม่ใช่แค่มีคนซัดทอดก็ใส่ชื่อเข้าไป หรือถ้าเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่เคลื่อนไหวของใคร แกนนำคนนั้นก็จะเกี่ยวข้องไปทั้งหมด

ประเด็นนี้คือเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้กลุ่มติดอาวุธจำนวนไม่น้อยไม่กล้าออกมามอบตัว เพราะมีหมายจับติดตัวเป็นสิบๆ คดี ถ้าออกมาต่อสู้คดี อย่างไรเสียก็ต้องตายในคุก ต่อสู้ชนะคดีหนึ่ง ก็จะถูกอายัดตัวไปสู้ต่อในคดีที่ 2-3-4-5 ฯลฯ อย่างนี้ตายนอกคุกอย่าง "วีรบุรุษ" หรือ "นักรบ" คงดีกว่า

ช่องทางเพื่อการพิสูจน์ตัวเองอย่างยุติธรรมเหล่านี้ รัฐต้องเริ่มสร้างเพื่อลดเงื่อนไข อันจะเป็นการป้องกัน "แนวร่วมรุ่นใหม่" ที่ยังคงไหลทะลักเข้าขบวนการอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด!