วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รื้อแบงก์รัฐเปิดทางธปท.กำกับ

ช่องว่างของการกำกับดูแลสถาบันการเงินของรัฐ เป็นปัญหาใหญ่ ที่เปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์

ปัญหาหนี้เสียท่วมของสองธนาคารของรัฐ อย่างเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ถือว่าเป็นการสะท้อนปัญหาและช่องว่าของการกำกับดูแล นอกจากนั้นการที่สถาบันการเงินของรัฐขยายกิจการตัวเอง เข้ามาแข่งในตลาดเดียวกับธนาคารพาณิชย์ แถมสัดส่วนโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 1ใน4ของระบบธนาคาร ย่อมจะนำมาซึ่งความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นซึ่งหากรัฐบาลและหน่าวยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ปรับปรุงปัญหาของ 2 สถาบันการเงินของรัฐเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง และหากยังไม่รื้อโครงสร้างกำกับแบบเดิมๆ เปิดช่องให้นักการเมือง เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ให้ตนเองและพวกพ้อง ผู้เสียภาษีทั้งหลายให้เตรียมใจไว้ได้เลยว่าจะต้องจ่ายอีกครั้งมหาศาล ในขณะที่บรรดานักการเมือง และพวกพ้องที่เวียนกันเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ มักจะลอยนวลตามระเบียบ เราจึงเห็นว่า ถึงเวลาสร้างกติกากำกับใหม่ ก่อนที่สถานการณ์จะสายเกินแก้ไข

ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่าหลังวิกฤติการเงินโลก ปี 2551 เป็นอีกช่วงที่แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อก้าวกระโดด โดยในม.ค. 2551 สินเชื่อรวมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 8 แห่งมียอดรวม 1.71 ล้านล้านบาทและกระโดดขึ้นเป็น 3.78 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 120% ในเดือนธ.ค. 2555 ซึ่ง ธานินทร์ อังสุวรังสี ผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ระบุว่า การปล่อยกู้ของธนาคารเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2552 และ 2553 จากระดับ 2-3 หมื่นล้านบาท เป็นระดับแสนล้านบาทและหนี้เสียก็มาโผล่ในปี 2555 เมื่อธนาคารเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ความสามารถของผู้บริหารและพนักงานผู้ปล่อยสินเชื่อ ตามไม่ทันย่อมนำไปสู่ปัญหาการวิเคราะห์สินเชื่อที่ไร้ประสิทธิภาพ ส่วนอีกปัญหาหนึ่งของกระทรวงการคลังคือการไม่มีบุคคากรเพียงพอที่จะมาตรวจสอบดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 8 แห่งได้และต้องยกหน้าที่ตรวจสอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลให้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อตรวจสอบแล้วพบสิ่งผิดปกติก็ไม่สามารถสั่งลงโทษผู้บริหาร และสั่งให้แก้ไขอะไรได้ ทำได้แต่เพียง เสนอแนะให้ กระทรวงการคลัง ว่า ควรจะทำอย่างไร จึงเป็นจุดบอดใหญ่จุดหนึ่งของการกำกับดูแล

เราเห็นด้วยกับสองอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ และธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐและรัฐบาลต้องเร่งวางแผนปรับปรุงสถาบันการเงินของรัฐในระยะกลางและระยะยาว ตามข้อเสนอของธนาคารโลก ที่ศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะประเด็นการให้กลับไปทำหน้าที่ดังเดิมขององค์กร เนื่องจากปัจจุบันได้ขยายธุรกิจของตัวเอง เกิดขอบเขตดังเดิมและลงมาแข่งในตลาดของธนาคารพาณิชย์ และส่วนหนึ่งที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเพราะมีความได้เปรียบธนาคารพาณิชย์เอกชน ทั้งมาตรฐานกำกับ มาตรฐานสินเชื่อที่ผ่อนปรนกว่า ขณะเดียวกันยังได้เปรียบเรื่องของต้นทุน ไม่ต้องนำเงินส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ผลจากการหย่อนยานการกำกับนำมาซึ่ง การวิเคราะห์ธุรกิจของลูกค้าที่บกพร่องโดยเฉพาะเรื่องกระแสเงินสด ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันจะเป็นส่วนสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่า ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากนั้นการตีหลักประกันที่สูงเกินจริงเพื่อที่จะนำไปสู่การกู้เงินเกินหลักประกัน บางรายเกินไปถึง 80% และที่สำคัญการไม่ติดตามความคืบหน้าของโครงการของลูกค้า

เราเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะหารือกันอย่างจริงจัง หากสถาบันการเงินของรัฐ ขยายกิจการได้กว้างขวางอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็ควรแก้กฎหมายให้อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เล่นในกติกาเดียวกับธนาคารพาณิชย์เอกชน ส่วนหน้าที่ในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลนั้นอาจจะแยกหน่วยงานเป็นการเฉพาะ เพื่อแยกหน้าที่และภาระที่อาจจะเสียหาย ซึ่งรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันหากสรุปว่าควรอยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง ก็ต้องปรับปรุงกฎระเบียบและกรอบหน้าที่ ให้หันมาทำหน้าที่ดังเดิมของตัวเอง ตามปรัชญาตั้งแต่ก่อตั้ง เพราะมิฉนั้นแล้วเราอาจจะเห็นสถาบันการเงินของรัฐอีกหลายแห่งเจอวิกฤติหนี้เสีย อย่างที่เอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์เผชิญอยู่ในวันนี้