วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐมนตรีต่างประเทศใหม่ : นโยบายต่างประเทศใหม่

บทบาทของฮิลลารี่ คลินตัน ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาช่วงรัฐบาลบารัก โอบามาสมัยแรก (2008-2012) เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก

จนสามารถพูดได้ว่า แม้ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ผู้นี้จะปราชัยต่อโอบามาในศึกชิงชัยตำแหน่งตัวแทนของพรรคเดโมแครต เพื่อส่งชิงเก้าอี้ผู้นำของประเทศกับพรรครีพับลิกันในปี 2008 ชื่อเสียงของเธอกลับไม่ได้จางหายไปจากการพ่ายแพ้ครั้งนั้นแม้แต่นิด ตรงกันข้าม เธอกลับกลายมาเป็นนักการเมืองของสหรัฐฯ ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากที่โอบามาเลือกเธอให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อเขาได้รับชัยชนะในสมรภูมิชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

หลังจากที่ฮิลลารี่ คลินตัน เข้ารับตำแหน่ง สื่อทั่วโลกต่างให้ความสนใจแก่เธอไม้น้อยไปกว่าประธานาธิบดีโอบามา นี่ไม่ใช่เพียงเพราะเธอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศหญิง หรือเป็นภรรยาของอดีตประธานาธิบดีผู้โด่งดังอย่างบิล คลินตัน หากแต่เป็นเพราะความเด็ดเดี่ยว ฉลาดหลักแหลม และศักยภาพในด้านการบริหารงานต่างประเทศของเธอ บทบาทของเธอในฐานะ “เลขาฯของรัฐ (Secretary of State)” ช่วยดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก ในด้านการต่างประเทศของอเมริกา และทำให้ตำแหน่ง “รัฐมนตรีต่างประเทศ” ของสหรัฐอเมริกา กลับมามีชีวิตชีวา และน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมอย่างยิ่ง

จึงเป็นที่ประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อรัฐมนตรีหญิงคนเก่งเริ่มมีท่าทีว่าจะไม่รับตำแหน่งต่อในรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาสมัยที่สอง คำถามของทุกคนก็คือ ทำไม? เกิดความขัดแย้งอะไรระหว่างเธอกับประธานาธิบดีหรือไม่? แล้วเธอจะไปทำอะไร? แต่คำถามที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ แล้วใครจะมารับตำแหน่งนี้ต่อในรัฐบาลโอบามาสมัยสองล่ะ?

ยังความหนักใจให้แก่บุคคลใดก็ตามที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อจากนางคลินตัน เนื่องจากดูเหมือนว่าเธอจะทำมาตรฐานการทำงานสำหรับตำแหน่งนี้ไว้สูงมาก และตำแหน่งค่อนข้างเป็นตำแหน่งที่ละเอียดอ่อน มิใช่เป็นเพียงเพราะเกี่ยวข้องกับคนทั้งโลก แต่เป็นเพราะสื่อทั่วโลกต่างให้ความสำคัญอย่างมากอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อประธานาธิบดีโอบามา เริ่มปล่อยข่าวว่าเขาได้เล็งบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งต่อจากนางคลินตันแล้ว จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งว่าใครจะได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ ทุกคนต่างเปี่ยมด้วยความคาดหวังอันสูงส่ง และเมื่อข่าวออกมาว่าคนคนนั้นคือ วุฒิสมาชิกจอห์น แครี่ แห่งรัฐแมสซาชูแซทส์ ก็ไม่ได้ทำให้ทั่วโลกผิดหวังแม้แต่น้อย

ยืนยันได้จากคะแนนเสียงเห็นชอบในวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา รับรองให้นายแครี่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ถึง 94 ต่อ 3 เสียง

หลายคนคงยังจำรัฐมนตรีคนใหม่นี้ได้ดีจากเวทีการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในปี 2004 ที่เขาได้เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตประชันชัยกันกับนายจอร์จ ดับเบิลยู บุชจากพรรครีพับลิกัน และสุดท้ายนายแครี่ได้พ่ายไปในศึกครั้งนั้น

นายจอห์น แครี่ มีชื่อเต็มๆ ว่า จอห์น ฟอร์บส แครี่ (John Forbes Kerry) เรียกได้ว่าใครเห็นชื่อกลางของเขาก็ถึงกับต้องร้องอ๋อ และอ้าปากหวอ เนื่องจากเป็นชื่อตระกูลดังของสหรัฐอเมริกาที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี

เขาจบการศึกษาสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล และได้รับวุฒิทางด้านกฎหมายจากวิทยาลัยกฎหมายบอสตัน (Boston College Law School) ในเวลาต่อมา ผ่านประสบการณ์สนามรบในสมรภูมิเวียดนามช่วงสงครามเย็นจนได้รับเหรียญตราเกียรติยศมากมาย ตามประวัติ นายแครี่เป็นนักเคลื่อนไหวเสรีนิยมมาตั้งแต่สมัยเรียน ผลงานที่สำคัญก่อนเล่นการเมืองคือ เขาเคยเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม และการออกกฎหมายสิ่งแวดล้อม

แครี่เริ่มเข้ามาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวที่รัฐแมสซาชูแซทส์ หลังจากที่เขาประกอบอาชีพทางกฎหมายจนประสบความสำเร็จ ต่อมาเขาก็ได้เป็นรองผู้ว่าการรัฐแมสซาชูแซทส์ในปี 1983 - 1985 หลังจากนั้นเขาก็ได้ลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาตัวแทนรัฐแมสซาชูแซทส์ และได้ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกตั้งแต่ปี 1985 เป็นต้นมา จนเมื่อปี 2004 เขาได้รับเลือกจากพรรคเดโมแครตเป็นตัวแทนของพรรคในการชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ได้พ่ายให้แก่นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ไปอย่างน่าเสียดาย

ในปี 2008 ที่บารัก โอบามาชนะการเลือกตั้งได้เก้าอี้ประธานาธิบดี มีข่าวว่าแครี่จะเป็นคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดเก้าอี้ “เลขาฯ ของรัฐ” ก็ได้ตกไปแก่นางฮิลลารี่ คลินตัน

จนกระทั่งปีนี้เอง ที่ชื่อของนายจอห์น แครี่ กลับเข้ามาสู่แวดวงการเมืองของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เขาพึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เมื่อวัน 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี้


ที่น่าจับตามองก็คือ ในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของนายแครี่ เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ ที่มีใจความสรุปได้ว่า เขาจะตั้งใจทำงานเพื่อต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย ความปั่นป่วน ลัทธิก่อการร้าย และลัทธิความรุนแรงต่างๆ เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้ทำงานเพื่อการสร้างสันติภาพ และการเป็นแบบอย่างที่ดีของสหรัฐอเมริกา ที่จะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้

ฟังดูแหม่งๆ ชอบกล เหมือนกับว่าอเมริกากำลังจะดำเนินนโยบาย หรือ ทำตัวเองเป็น “ตำรวจของโลก” ยิ่งรวมกับการเติบโตทางอำนาจของจีน ที่อเมริกาเองยังเป็นกังวลด้วยแล้ว ไม่แน่ว่าผล ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อาจจะตกมาสู่กับ “พื้นที่กันชน” อย่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับความสำคัญมากขึ้นจากสหรัฐฯ เห็นได้จากการเดินทางเยือนผู้นำประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประธานาธิบดีโอบามา

น่าติดตาม