Professor Tsuru Koutarou แห่ง Keio University ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ บรรณานุกรมว่าด้วยทฤษฎีและงานวิจัยเชิงประจักษ์
เกี่ยวกับผลกระทบของค่าแรงขั้นต่ำที่สมบูรณ์ที่สุดได้แก่งานของ David Neumark แห่ง University of California of Irvine และ หนังสือชื่อ "ค่าจ้างขั้นต่ำ" ที่ออกในปี 2008 ของ William Wascher แห่ง Federal Reserves สิ่งที่เป็นปัญหามากเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของค่าจ้างขั้นต่ำ ได้แก่ ผลกระทบที่มีต่อการจ้างงาน โดยทั่วไปแล้ว ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ การขึ้นค่าจ้างจะทำให้การจ้างงานลดลง แต่ในตลาดแรงงานของผู้ซื้อที่องค์กรธุรกิจมีอำนาจเหนือราคาค่าจ้างในตลาดแรงงานแล้ว ปริมาณค่าจ้างและปริมาณการจ้างงานล้วนแต่ถูกกำหนดให้มีระดับต่ำกว่าในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ทั้งสิ้น แม้ว่าค่าจ้างจะเพิ่มขึ้น องค์กรธุรกิจอาจคาดหวังได้ว่า ยอดขายอาจเพิ่มขึ้นได้มากกว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้น การจ้างงานจึงอาจเพิ่มขึ้นได้ ในทางทฤษฎีแล้ว การจ้างงานมีโอกาสที่อาจไม่ลดลงเนื่องจากแรงงานอยากจะทำงานเพิ่มขึ้นและมีโอกาสที่จะได้รับการฝึกงานมากขึ้น
Neumark ได้ทำการวิจัยเชิงประจักษ์อย่างกว้างขวางสำหรับกรณีของสหรัฐอเมริกาและได้ชี้ให้เห็นว่า ค่าจ้างขั้นต่ำมีผลทางลบอย่างชัดเจนในกรณีที่จำกัดให้การเปลี่ยนแปลงค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง กล่าวคือ ทำให้การจ้างงานลดลง แม้ว่างานวิจัยที่ชี้ผลกระทบไปในทางบวกมีมากก็จริง แต่งานวิจัยที่ชี้ผลกระทบไปในทางลบมีมากกว่า ยิ่งเมื่อจำกัดเฉพาะงานวิจัยที่น่าเชื่อถือด้วยแล้ว ทิศทางที่เป็นลบก็ชัดเจนมากขึ้นไปอีก
หลังจากงานวิจัยของ Neumark งานวิจัยที่ใช้วิธีการและข้อมูลใหม่ๆ ก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างคึกคัก สำหรับในสหรัฐอเมริกาแล้ว ค่าจ้างขั้นต่ำมีการกำหนดในระดับรัฐด้วย นอกเหนือจากระดับประเทศ ดังนั้น งานวิจัยส่วนหนึ่งจึงเริ่มทำการวิเคราะห์ผลกระทบในระดับ county (เมือง) หรือบริเวณที่แคบลงมาเพื่อไม่ให้มีผลกระทบของความแตกต่างระหว่างรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง Jeffrey Thompson แห่ง Federal Reserves ได้ทำการวิจัยการจ้างงานในกลุ่มวัยรุ่นในระดับ county และชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมผลกระทบต่อการจ้างงานจะมีมาก
อีกด้านหนึ่ง Arindrajit Dube แห่ง MIT, William Lester แห่ง University of North Carolina, และ Michael Reich แห่ง University of California at Berkeley ได้ชี้ในงานวิจัยปี 2010 ว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง county ที่อยู่ติดชายแดนระหว่างรัฐแล้ว ผลทางลบต่อการจ้างงานไม่มีให้เห็น ดังนั้น ผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำต่อการจ้างงานจึงยังคงเป็นประเด็นให้ถกเถียงต่อไป
อย่างไรก็ตาม การถกเถียงถึงผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำต่อการจ้างงานที่ดำเนินต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่า แม้ว่าภายใต้สมมติฐานของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจทำให้เกิดการทดแทนแรงงานในรูปต่างๆ ได้หลายระดับและทำให้เกิด “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” ได้นั่นเอง ตัวอย่างเช่น การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้ความต้องการแรงงานที่มีทักษะมากจะเพิ่มขึ้น แทนที่ความต้องการแรงงานที่มีทักษะต่ำ เนื่องจากมีค่าจ้างที่เปรียบเทียบกันแล้วต่ำลงนั่นเอง ธุรกิจที่มีสัดส่วนการจ้างแรงงานที่มีทักษะต่ำ (ส่วนใหญ่ SME) จะเสียเปรียบและจ้างแรงงานที่ทักษะมากเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่จ้างแรงงานที่มีทักษะต่ำในอัตราที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำก็จะได้เปรียบและจ้างแรงงานมากขึ้น ในกรณีธุรกิจอาหารจานด่วนที่มีลูกค้าเป็นผู้มีรายได้น้อย การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้กำลังซื้อสูงขึ้นและเป็นช่องทางที่การจ้างงานจะเพิ่มขึ้นได้
นอกจากปริมาณการจ้างงานแล้ว ผลกระทบอื่นๆ จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ควรพิจารณาคือ การกระจายรายได้ ผลประกอบการของธุรกิจ ระดับราคา จนกระทั่ง ผลกระทบต่อทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว แม้ในกรณีที่ผลกระทบต่อการจ้างงานไม่ปรากฏ ตราบใดที่ผลิตภาพของแรงงานไม่เพิ่มขึ้น ผลประกอบการของธุรกิจจะแย่ลงเมื่อชั่วโมงการทำงานไม่ได้ลดลง ในกรณีที่ธุรกิจสามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ผู้บริโภคก็จะมีภาระเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ภาระที่เกิดขึ้นย่อมตกอยู่กับฝ่ายใดสักฝ่ายหนึ่ง “อาหารกลางวันที่ไม่เสียตังย่อมไม่มี”
ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ กรณีของอังกฤษ หลังจากที่อังกฤษยกเลิกระบบค่าจ้างขั้นต่ำในปี 1993 ก็นำระบบในระดับชาติมาใช้อีกครั้งในปี 1999 นักวิจัยส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทางเดียวกันคือ แม้ว่างานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อการจ้างงานจะทำกันมามาก ข้อสรุปที่ได้คือ ผลกระทบที่ชัดเจนต่อการจ้างงานไม่ปรากฏ เนื่องจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้มีขนาดมากมายอะไร
ในส่วนของ Mirko Draca แห่ง Warwick University, Stephen Machin แห่ง University of London, และ John van Reenen แห่ง LSE นั้น งานวิจัยปี 2011 ได้ชี้ว่า ผลประกอบการของธุรกิจที่จ้างแรงงานที่ค่าแรงต่ำจะแย่ลงเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ Jonathan Wadsworth แห่ง Univeristy of London Royal Holloway College ได้ชี้ในงานวิจัยปี 2009 ว่า ค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้ระดับราคาค่าบริการแก่ผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับราคาผู้บริโภคโดยทั่วไปและส่งผลกระทบต่อผลประกอบและราคาสินค้าของธุรกิจในทางตรงกันข้าม (ลดลง) อย่างชัดเจน
ในญี่ปุ่น งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำไปถึงไหนกันบ้าง Kawaguchi Daiji แห่ง Hitotsubashi Univeristy และ Moori Yukiko แห่ง สถาบันส่งเสริมวิชาการแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ทำการวิจัยในปี 2009 โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากกลุ่มแรงงานที่อาจจะได้รับผลกระทบโดยง่ายจากค่าจ้างขั้นต่ำ ในมาตรฐานเดียวกับนานาชาติ พวกเขาใช้ข้อมูลสิ้นสุด ณ ปี 2002 และได้ข้อสรุปว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมีผลกระทบในทางลบต่อแรงงานชายวัยรุ่นและแรงงานหญิงที่แต่งงานแล้ว
อย่างไรก็ดี ค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นมากเกิดขึ้นในปี 2007 พวกเขาจึงได้ทำการวิจัยอีกครั้งหนึ่งโดยใช้ข้อมูลถึงปี 2010 และได้รายงานว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 10% จะทำให้แรงงานวัยรุ่นมีอัตราการได้งานทำลดลง 5 หน่วยเปอร์เซ็นต์ (จาก 17%) ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ในญี่ปุ่นเอง กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากค่าจ้างขั้นต่ำได้ง่ายอาจได้รับผลกระทบในเชิงของการจ้างงานได้อย่างชัดเจน
นัยสำคัญแห่งนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของญี่ปุ่นคืออะไร ประการที่หนึ่ง การให้ความห่วงใยต่อกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำได้ง่าย ประเทศต่างๆ ในยุโรปที่มีการประกาศใช้ค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับอายุแต่ละกลุ่มก็เป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจ ตัวอย่างเช่น มาตรการหักลดหย่อนภาษีที่อาจมีเงินอุดหนุนให้สำหรับผู้ยากจนหรือผู้มีรายได้ต่ำมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD แล้ว ค่าจ้างขั้นต่ำของญี่ปุ่นอาจจะยังเชื่อว่าอยู่ในระดับต่ำและมีข้อถกเถียงกันให้ยกระดับขึ้นมา แต่ถ้าหากเทียบกับ purchasing power parity แล้ว ค่าจ้างที่แท้จริงก็อยู่ในระดับกลางๆ ดังนั้น ข้อถกเถียงในเรื่องใดๆ ควรจะเป็นไปด้วยความระมัดระวัง
ประการที่สอง ความตระหนักอย่างเต็มที่กับผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจ งานวิจัยของ Kawaguchi ที่กล่าวถึงข้างต้น ได้รายงานถึงผลกระทบของค่าจ้างขั้นต่ำต่อผลประกอบการของธุรกิจด้วยดังกล่าวแล้ว ประการที่สาม นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องอยู่บนพื้นฐานของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ตัวอย่างเช่น อังกฤษเคยยกเลิกคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำแต่ก็จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยให้มีการวิเคราะห์วิจัยที่เป็นระบบมากขึ้น
ในประเทศไทย ค่าจ้างขั้นต่ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 9% ในปี 2555 ตามนโยบายรัฐบาลในจังหวัดนำร่อง 7 จังหวัด เมื่อคิดขั้นเดียวเชิงเดียว การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดที่เหลือทั่วประเทศให้ได้ 300 บาท/วัน ไม่น่ามีผลกระทบต่อค่าแรงในกรุงเทพฯ อีก แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงเพียงแค่ในเดือนมกราคมเท่านั้น คือ แรงงานในกรุงเทพฯ ได้เรียกร้องค่าแรงเพิ่มเพื่อให้ค่าแรงในกรุงเทพฯ มีส่วนต่างจากค่าแรงในต่างจังหวัด ตามค่าครองชีพที่สูงกว่าในกรุงเทพฯ มิฉะนั้นเขาก็อยู่ต่างจังหวัดดีกว่า เบ็ดเสร็จแล้ว ค่าแรงในกรุงเทพฯ ขึ้นไปทั้งหมดเกือบ 20% โดยที่สถานะความแตกต่างระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดไม่เปลี่ยนแปลง นัยสำคัญที่เกิดขึ้น ก็คือ ค่าจ้างอัตราเดียวทั่วประเทศเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อการจ้างงานหรือผลประกอบการของธุรกิจเลยนะ






