กระแสความสนใจที่จะทำความเข้าใจหรือรู้เรื่อง "อาเซียน" ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง หนังสือเกี่ยวกับ "อาเซียน" วางทั่วไปในร้านหนังสือ
การจัดการพูดคุยเรื่อง “อาเซียน” ในสถานศึกษาระดับต่างๆ ก็ระบาดไปทั่วทุกระดับ ความสนใจในเรื่องนี้ของสังคมไทยจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นว่าจะจัดการศึกษาใหม่อย่างไรเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
แม้ว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่สังคมการศึกษาไทยตื่นตัวในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า ก็คือ การที่ต้องรู้ก่อนว่าในวันนี้ปัญหาของการศึกษาไทยอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐาน หากไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ก็จะกลายเป็นว่าเรากำลังผลักความล้มเหลวของการศึกษาไปอยู่ที่ว่าเราปรับเปลี่ยนไม่ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เช่น เราไม่เรียนรู้หรือเรียนรู้ไม่พอในเรื่องภาษาอังกฤษและภาษาเพื่อนบ้านอาเซียน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การรวมกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการกำหนดความเปลี่ยนแปลงของสังคม และเป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้ว นับตั้งแต่เราร่วมในการสร้างเขตการค้าเสรีอาเซียน ไทยได้ส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนคิดเป็นร้อยละประมาณยี่สิบสามของการส่งสินค้าออกทั้งหมด รวมไปถึงว่าก่อนจะถึงปี พ.ศ. 2558 การลงทุนของกลุ่มทันในไทยก็ขยายตัวเข้าไปตั้งมั่นในประเทศต่างๆ แล้ว
ผมหวังว่าความตระหนักในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของ “อาเซียน” จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำเราไปสู่การคิดว่าปัญหารากฐานทางการศึกษาของเราคืออะไรก่อน เพื่อที่การแก้ไขจะไม่หลงไปสู่การจัดการศึกษาเพื่อรองรับอาเซียนแบบเปลือกๆ ซึ่งไม่ได้เกิดผลดีอะไรต่อสังคมไทยโดยรวมเลย ดังที่เห็นกันในวันนี้ เช่น ความพยายามจะเน้นการเรียนภาษาอังกฤษเป็นหลักเท่านั้น (เมื่อหลายปีก่อน เพื่อนฝรั่งของผมนินทานักศึกษาไทยหลังสอบสัมภาษณ์จะรับเข้าทำงานว่าสำเนียงและไวยากรณ์ภาษาอังกฤษดีมาก แต่เธอไม่มีอะไรอื่นๆ อยู่ในหัวเลย)
ปัญหาของการศึกษา/การเรียนรู้ในสังคมไทยที่สำคัญ เราสอนหนังสือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ลักษณะที่ได้ทำให้เกิดระบบคิดสร้างสรรค์ (Creative Mind) เพราะการศึกษา/การเรียนรู้ในสังคมไทยโดยเฉพาะในวงการศึกษาจะเป็นการศึกษา/และเรียนรู้ในลักษณะที่ทำตามๆ กันมา (Imitation : doing what another have done, making something like something else)
ผมอยากจะหาคำศัพท์ไทยมาแทนคำว่า Imitation แต่ยังคิดไม่ออก จึงใช้คำว่าทำตามกันมาหรืออาจจะใช้ประโยคทำนองว่า วิจัยตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด ก็ได้ครับ
ระบบการศึกษาไทยตกอยู่ในกับดักของการถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มา และที่น่าตกใจ ก็คือ การยึดเอาเฉพาะที่ตนเองเรียนรู้มาเป็นสัจจะสูงสุดเท่านั้น การคิดและทำงานวิจัยของครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ภายในกรอบคิดนี้เป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มที่ศึกษา/วิจัย/ถ่ายทอดความรู้ที่เน้นเพียงวิธีวิทยาที่ตนเองเรียนรู้มา โดยที่ไม่สนใจในตัวคำถามว่าควรจะหาคำตอบใหม่หรือไม่ ลองนึกถึงงานวิจัยเชิงปริมาณที่เน้นเฉพาะระเบียบวิธีวิจัยนะครับ (ผมไม่ได้ปฏิเสธงานวิจัยเชิงปริมาณ หากแต่ต้องใส่ความอยากรู้และความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากระเบียบวิธีวิจัยเดิมๆ ครับ)
ดังนั้น ต่อให้สังคมไทยขยายการเรียนภาษาหรือการเรียนประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเพื่อนบ้าน แต่หากยังคงเป็นการเรียนรู้แบบ Imitation ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาหรอกครับ
สังคมไทยต้องเปลี่ยนพื้นฐานการเรียนรู้จาก Imitation มาสู่การสร้างสรรค์ (Creation) การทำให้เกิดความคิดที่สร้างสรรค์ (Creative Mind) จะเป็นฐานที่สำคัญในการเพิ่มศักยภาพการปรับตัวของคนในสังคมไทยในสภาวะความเปลี่ยนแปลงทุกระดับและทุกมิติ
การสร้างความคิดสร้างสรรค์สัมพันธ์อยู่กับความเข้าใจในธรรมชาติของ "ความรู้" กันใหม่ เพราะหากเราคิดแบบเดิม ความรู้ก็คือสิ่งที่สั่งสอนกันมา แล้วเราก็ยึดให้มั่นและถ่ายทอดมันต่อไป ซึ่งก็เกือบไม่มีความหมายอะไรต่อสังคม แต่ถ้าเราจะต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่การสร้างความคิดสร้างสรรค์ เราต้องมองเข้าใจว่าธรรมชาติของความรู้อีกลักษณะหนึ่ง คือ การจัดสายสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ เพื่อทำให้เกิด "ความหมายใหม่" การเกิด "ความหมายใหม่" ที่แตกต่างจากเดิมจะนำพาให้เราคิดอย่างต่อเนื่องถึงเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมายและหลากหลาย ดังนั้น ความรู้จึงไม่มีวันหยุดนิ่ง ทฤษฎีต่างๆ ที่เคยใช้ในวันนี้ย่อมไม่คงทนถาวรตลอดไป เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ทฤษฎีความรู้ต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงตามไปเสมอ
การเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการจัดสายสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ เพื่อทำให้เกิด "ความหมายใหม่" จำเป็นที่จะต้องมีฐานความรู้ที่กว้างขวาง ไม่จำกัดอยู่เฉพาะสาขาวิชาที่ร่ำเรียนมา และขณะเดียวกันกลับจะทำให้เข้าใจปัญหาต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะหากเกิดการเรียนรู้ที่กว้างขวางมากขึ้นเท่าไร ก็จะส่งผลทำให้เกิดความเข้าใจในประเด็นปัญหาเฉพาะของสายวิชาที่เคยเรียนมานั้นลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม เช่น ความเข้าใจภาษาศาสตร์เชิงสังคมย่อมทำให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของภาษาได้ดีมากขึ้น เป็นต้น
ผมหวังว่าเงื่อนไขของความตื่นตา/ตื่นใจ/ตื่นเต้นในการรวมกลุ่มประเทศอาเซียนจะทำให้สังคมไทยได้หวนกลับมาคิดถึงกระบวนการสร้างความรู้กันใหม่ และผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปสู่สังคมแห่งความคิดสร้างสรรค์ และหากทำได้จริง ก็หมายถึงว่าเราเพิ่มศักยภาพของการแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคม ซึ่งมีค่ามากมายมหาศาล ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดจาก “อาเซียน” ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กเรื่องหนึ่งเท่านั้น






