วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"นักการเมืองไม่ต้องเห็นพ้องกันทุกเรื่อง แต่ประชาชนหวังว่าเราจะวางผลประโยชน์ชาติเหนือพรรค"

ผมนั่งฟังประธานาธิบดีบารัก โอบามา ปราศรัยรายงานประจำปี หรือ State of the Union เมื่อวานนี้แล้ว

ก็อยากรู้ว่าใครช่วยร่างคำปราศรัยให้ เพราะงานด้านภาษาและเนื้อหาสำหรับผู้นำระดับชาติ มีความสำคัญยิ่งต่อการสื่อสารกับประชาชน

ได้ข้อมูลว่า speechwriter คนสำคัญ (โอบามา มีทีมร่างเนื้อหาสำหรับโอกาสต่างๆ 7 คน) คือ นาย Cody Keenan (ในภาพคือคนยืนข้างหลังโอบามา) ซึ่งสร้างชื่อเสียงด้วยคำปราศรัยที่ประธานาธิบดีกล่าวที่เมือง Tucson ไว้อาลัยเหยื่อเหตุร้ายความรุนแรงอันเกิดจากอาวุธปืน

วงในบอกว่านายคีนาน ร่างคำพูดให้โอบามากล่าวในที่สาธารณะได้ประทับใจ จนได้เลื่อนมาช่วยร่างคำปราศรัยสำคัญที่สุดประจำปี

โอบามา ใช้โอกาสเมื่อวานนี้ประกาศนโยบายหลัก นั่นคือ การเรียกร้องให้พรรครีพับลิกันและเดโมแครตของเขาเองเลิกแบ่งสีแบ่งฝ่าย หันมาร่วมกันสร้างชาติกันอย่างจริงจัง

นั่นคือ ต้องทำให้ “ชนชั้นกลาง” ของสหรัฐมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพที่ร้อนแรงกว่าที่เป็นอยู่

เพราะว่าทุกวันนี้เศรษฐกิจสหรัฐช่วยดันกำไรของธุรกิจยักษ์ๆ ของอเมริกา สูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่รายได้ของชนชั้นกลางและอัตราค่าจ้างไม่ได้ขยับขึ้นเลยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

แปลว่า ความไม่เท่าเทียมในสังคมมะกันยังสูงอยู่

หลักการแห่งความเป็น “มะกันชน” นั้น โอบามา บอกว่า คือ การที่ไม่เลือกชั้นวรรณะ หรือสีผิวและศาสนา “หากคุณทำงานหนัก และมีความรับผิดชอบ คุณสามารถไปถึงไหนก็ได้...ไม่ว่าคุณจะมาจากไหนก็ตาม”

“If you work hard and meet your responsibilities, you can get ahead, no matter where you come from, what you look like, or who you love…”

ผมไม่แน่ใจว่าประโยคไหนเป็นของผู้ร่างคำปราศรัยนี้ และวลีไหนเป็นของโอบามาเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่า โอบามาเป็นนักเขียนหนังสือที่อยู่ในระดับดีคนหนึ่ง ก่อนสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีก็เขียนหนังสือที่เป็นประวัติของตัวเอง ขายดิบขายดีมาแล้ว

แต่คำที่ตอกย้ำให้มีผลประทับใจคนฟัง คือ ที่โอบามาเน้นย้ำว่า รัฐบาลและสภาคองเกรสของสหรัฐ ยังมี “ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น” อีกหลายอย่างที่ต้องทำร่วมกัน

โอบามา ซ้ำคำว่า “unfinished task” หลายรอบในคำปราศรัย

และหนึ่งใน “ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น” คือ การที่ต้องทำให้รัฐบาลทำงานเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพื่อคนกลุ่มเดียว

“ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น” คือ การที่รัฐบาลต้องส่งเสริมธุรกรรมที่เสรี ตอบแทนความริเริ่มของปัจเจก และ “เปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเด็กทุกคนในประเทศอันยิ่งใหญ่นี้”

อีกประโยคหนึ่งที่ โอบามา ต้องการจะสร้างบรรยากาศแห่งการร่วมกันแก้ปัญหาบ้านเมืองของเหล่าบรรดานักการเมืองในรัฐสภา ก็คือ การที่บอกว่า

“คนอเมริกันไม่ได้คาดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้หมด ประชาชนไม่ได้คิดว่าพวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้จะเห็นพ้องกันในทุกประเด็น แต่ประชาชนคาดหวังว่าเราจะต้องวางผลประโยชน์ของชาติเหนือของพรรค ประชาชนคาดหวังว่าเราจะต้องหาทางประนีประนอมในเรื่องใดก็ตามที่สามารถทำได้ เพราะประชาชนรู้ว่าอเมริกาจะเดินไปข้างหน้าได้ ก็ต่อเมื่อพวกเราไปด้วยกัน และความรับผิดชอบในการทำให้ประเทศนี้ก้าวหน้าพัฒนาล้วนเป็นภารกิจร่วมของพวกเรา”

“The American people don’t expect government to solve every problem. They don’t expect those of us in the chamber to agree on every issue. But they do expect us to put the nation’s interests before party….”

โอบามา ย้ำว่า ทั้งสองพรรคใหญ่ได้ร่วมกันหาทางลดการขาดดุลงบประมาณได้กว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยการตัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มภาษีคนรวยที่สุด 1% ของประชากรทั้งหมด

และเท่าที่ทำได้ก็เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของภารกิจเท่านั้น ที่เหลือยังจะต้องทำอีกมาก

โอบามา ร่ายยาวถึงวิธีการ “ถมช่องว่างภาษี” สำหรับคนรวยและคนที่ได้เปรียบผู้อื่นในสังคม และไม่ควรจะไปหั่นงบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุข เพียงเพื่อไปปกป้องคนมีสตางค์

“…why would we choose to make deeper cuts to education and Medicare just to protect special interest tax breaks? How is that fair? How does that promote growth…?”

คำถามสองประโยคหลังนี้ มีส่วนกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปมายืนข้างโอบามาได้ เพราะเขาย้ำว่ารัฐไม่ควรจะตัดงบการศึกษาและโครงการรักษาพยาบาล เพื่อไปสนับสนุนกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์เหนือคนอื่นอยู่แล้ว

“อย่างนี้จะเรียกว่ายุติธรรมได้อย่างไร? อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นการผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร?”

ได้ฟังคำปราศรัยบางช่วงบางตอนอย่างนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงคนร่างคำปราศรัยและความสามารถด้านภาษาของผู้นำเอง ที่มีความสำคัญต่อการสื่อสารกับประชาชนทั่วประเทศยิ่งนัก