ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาสังคมมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นกลางของโพลล์การเมือง ทั้งการตั้งคำถามที่บางครั้งเห็นแล้วมีคนอุทานว่า "คิดได้ยังไง"
รวมไปถึงกระบวนการในการเก็บข้อมูล ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีการเก็บถูกต้องตามหลักสถิติมากน้อยแค่ไหน ยิ่งในสัปดาห์นี้มีข่าวการลาออกของบุคคลระดับผู้บริหารของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามกับความ “เป็นกลาง” ของโพลล์สำนักต่างๆ มากขึ้น วิกฤติศรัทธาของโพลล์จะถูกทดสอบอีกครั้งในวันที่ 3 มีนาคมนี้ หากคนที่เชื่อกันว่าจะเข้าป้าย ได้เข้าจริง ก็แล้วไป แต่ถ้าผลหักด้ามปากกาคนทำโพลล์อีกรอบ มีหวังงานนี้คงโดนซ้ำเติมยากจะได้ผุดได้เกิดอีก
สำหรับกระบวนการในการตั้งคำถามนั้น เราสามารถวัดความเป็นกลาง หรือความเหมาะสมของคำถามได้ไม่อยาก แค่อ่านผลที่ออกมาก็รู้ชัดแล้วว่า โพลล์สำนักนั้นเอียงหรือไม่เอียง แต่ในส่วนของกระบวนการทางสถิติที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้เพราะไม่ได้ตามไปดูตอนมีการเก็บข้อมูล ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อเป็นการยกผลประโยชน์ให้กับจำเลย เราจะคุยกันต่อด้วยสมมติฐานที่ว่า โพลล์ได้ถูกทำขึ้นมาตามหลักสถิติ แล้วคิดกันต่อไปว่า แม้ว่าจะทำถูกต้องตามหลักสถิติแล้ว ผลที่ออกมายังมีโอกาสผิดเพี้ยนได้หรือไม่
โดยปกติแล้ว ความคลาดเคลื่อนของผลนั้น เกินขึ้นมาจากสองด้าน คือ ด้านผู้เก็บข้อมูล หรือ ผู้ทำโพลล์ และด้านผู้ให้ข้อมูล หรือ กลุ่มตัวอย่าง
ตามความเชื่อของคนทั่วไป การทำโพลล์นั้น กลุ่มตัวอย่างยิ่งมาก ก็ยิ่งจะมีความแม่นยำ ในความเป็นจริง ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ การกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างก็มีความสำคัญเช่นกัน กลุ่มตัวอย่างขนาด 500 คน ที่มีการกระจายตัวดี ย่อมให้ผลที่น่าเชื่อถือกว่ากลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน แต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม
โจทย์ที่ผู้ทำโพลล์ซึ่งเป็นผู้ออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลต้องตีให้แตก คือ จะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไหนที่จะทำให้กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรทั้งหมด การสุ่มตัวอย่างที่ถูกต้อง จึงต้องอิงอยู่กับหลักวิชาทางสถิติ ซึ่งสถิติจะบอกเราว่า การสุ่มตัวอย่างแต่ละวิธี ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสม
สมมติฐานเบื้องหลังของทฤษฎีทางสถิติเหล่านี้ คือ กลุ่มตัวอย่างทุกคน มีแนวโน้มที่จะตอบ หรือไม่ตอบคำถาม ในระดับเดียวกัน
นั่นแสดงว่า หากประชากรในกรุงเทพฯ 100 คน ประกอบไปด้วยข้าราชการ 30 คน พนักงานบริษัท 40 คน พ่อค้าแม่ค้า 30 คน การสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติ 100 คนเราควรจะได้ข้าราชการประมาณ 30 คน พนักงานบริษัทประมาณ 40 คน พ่อค้าแม่ค้าประมาณ 30 คน อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยก็ยังพอรับได้
หากโอกาสที่จะตอบหรือไม่ตอบคำถามของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 50 : 50 สำหรับคนทั้งสามกลุ่ม ผลที่ออกมาจากการสำรวจก็จะสะท้อนความเห็นที่แท้จริงของประชากรในกรุงเทพฯ ได้ค่อนข้างดี
แนวโน้มที่จะตอบคำถามนี่แหละ ที่เป็นปัญหาในการทำโพลล์ช่วงก่อนเลือกตั้งและเอ็กซิทโพลล์คราวนี้ ซึ่งปัญหานี้ในทางสถิติเรียกว่าปัญหาการสุ่มตัวอย่างที่ผิดเพี้ยนซึ่งเกิดจากด้านผู้ให้ข้อมูล ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาทางการเมืองและหลักเศรษฐศาสตร์
ตามหลักจิตวิทยาทางการเมือง คนกล้าแสดงออกทางการเมือง มีสามกลุ่มด้วยกัน
กลุ่มแรก คือ ผู้ที่ไม่เคยมีโอกาสได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล รู้สึกว่าตัวเองเป็นชนชั้นสองของสังคม
กลุ่มที่สอง คือ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าความเดือดร้อนนั้นจะเกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล หรือเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ก็ตาม
กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มที่ผิดหวังกับรัฐบาล เพราะไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้
การเลือกตั้งครั้งไหนที่มีคนสามกลุ่มนี้มาก แม้ว่าจะสุ่มตัวอย่างให้กระจายตัวถูกต้องตามหลักสถิติ ความเพี้ยนก็ยังมีอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น ข้าราชการที่สุ่มมา 30 คน อาจมีคนสามกลุ่มนี้รวมกันอยู่จำนวน 15 คน หรือครึ่งหนึ่งของกลุ่ม สมมติว่า คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะตอบหรือไม่ตอบคำถามเท่ากับ 80 : 20 นั่นแสดงว่า ใน 15 คนของคนกลุ่มนี้ จะมีคนยินดีตอบคำถามของผู้สำรวจ 12 คน
ถ้าคนกลุ่มที่เหลืออีก 15 คน มีแนวโน้มที่จะตอบหรือไม่ตอบคำถามเท่ากับ 50 : 50 แสดงว่า ใน 15 คนของกลุ่มนี้จะมีคนยินดีตอบคำถามของผู้สำรวจจำนวน 8 คน นั่นแสดงว่า ใน 30 คนที่สุ่มมา ถ้ามีคนตอบคำถาม 15 คน จะมีคนที่มาจากกลุ่มผู้ที่กล้าตอบคำถามอยู่ถึงร้อยละ 60 หากพวกเขาคิดจะเลือกพรรคเดียวกัน ผลสำรวจที่ออกมาก็จะเอียงไปในทางพรรคที่พวกเขาจะเลือก ผลที่ออกมาจึงไม่ได้สะท้อนการกระจายตัวของคะแนนเสียงที่แท้จริง ความเพี้ยนที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้เก็บข้อมูล และไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปอย่างสมบูรณ์ได้ด้วยกระบวนการทางสถิติ
หากมองในลึกลงไปอีก การที่คนบางกลุ่มเลือกจะไม่ให้ข้อมูล เพราะรู้สึกว่าธุระไม่ใช่ หรือกลัวว่าบอกไปแล้วจะโดนโน่นโดนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงระดับการพัฒนาของประชาธิปไตยในบ้านเราว่า ยังไม่ได้เดินหน้าไปไกลเท่าที่ควร สำหรับในเมืองหลวง อาการป่วยของประชาธิปไตยสามารถเห็นได้จากหลายๆ ทาง ตัวอย่างหนึ่งที่มักจะพูดถึงกันก็คือ การที่รถแท็กซี่บางคันเปิดวิทยุเพื่อฟังรายการทางการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบโดยไม่ได้ถามผู้โดยสารเลยสักคำว่า อยากฟังหรือไม่ ซึ่งเป็นการไม่เคารพสิทธิพื้นฐานของผู้โดยสาร บางทีคนขับที่แรง มาเจอกันผู้โดยสารที่แรงพอกัน อาจนำไปสู่การทะเลาะวิวาทกันได้ในที่สุด
ในแง่ของการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย โพลล์ก็คือผู้นำสารกลุ่มหนึ่ง ทำหน้าที่สะท้อนความต้องการหรือความคิดเห็นของผู้ถูกสำรวจ ถือเป็นเวทีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้มีปากมีเสียงกับเขาบ้าง ความเป็นกลางของโพลล์จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีแต่โพลล์ที่เป็นกลางเท่านั้นที่จะสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนออกมา โพลล์เข้าป้ายที่บอกว่าใครนำใครตาม หากมองในระยะยาวแล้ว แทบไม่มีประโยชน์อะไรต่อสังคมเลย ถ้าจะให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป โพลล์เองควรนำเสนอข้อมูลด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาของสังคมในระยะยาว ที่ให้ผลตอบแทนกลับมาจากการลงทุนอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าแค่การเป็นข่าววันสองวัน






