ความขัดแย้งระหว่าง กระทรวงการคลัง กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ถึงวันนี้นั้นต้องบอกว่าเดินทางมาไกล
กว่าความขัดแย้งในระยะเริ่มต้นเมื่อกว่าหนึ่งปี เพราะขณะนั้นยังโต้เถียงกันถึงการนำทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน ถกเถียงกันถึงกรอบนโยบายเงินเฟ้อ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเทียบกับความขัดแย้ง ณ วันนี้ ขยายไปไกล เพราะขัดแย้งกันที่ "หัวใจ" ของธนาคารกลาง ฝั่งหนึ่งที่ยึดมั่นความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ที่มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่ฝ่ายการเมืองเอง ก็เห็นว่า ต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายการเงินด้วย และเมื่อไม่สามารถแทรกแซงคณะกรรมการนโยบายการเงินได้โดยตรง ก็อาศัย "ช่องโหว่" กฎหมายแบงก์ชาติ กดดันผ่านคณะกรรมการแบงก์ชาติ โดยมี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ที่เข้าใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มากกว่า ผู้ว่าการแบงก์ชาติ
ในงานวิจัยของ ธปท. สรุปและตั้งคำถาม ระหว่างการสัมมนาประจำปี 2555 ว่า นับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในปี 2550 รวมทั้งวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปที่ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางยุโรป ต่างออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหา กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดดอกเบี้ย และอัดฉีดสภาพคล่องในระบบการเงินมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในขณะเดียวกันในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ธนาคารกลางต่างๆ รวมถึง ธปท. นอกจากจะต้องดูแลเสถียรภาพทางด้านราคาอันเป็นเป้าหมายหลักของธนาคารกลางแล้ว ยังต้องดำเนินมาตรการมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกัน หรือลดผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้าย การรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม ผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ทำให้หลายฝ่ายกลับมาให้ความสนใจกับคำถามพื้นฐาน อาทิ บทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง มีขอบเขตที่เหมาะสมแค่ไหน พันธกิจดั้งเดิมยังใช้ได้อยู่หรือไม่ และธนาคารกลางควรมีอิสระเพียงใด เพราะเหตุใด
ในมุมมองของ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. นั้น ตอกย้ำอยู่หลายครั้ง หลายเวทีกับบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันว่า "การดำเนินงานของ ธปท. จะต้องยึดมั่นในหลักการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจการเงินมาโดยตลอด แต่ยังต้องอาศัยความมีอิสระในการดำเนินนโยบาย เพราะหากธนาคารกลางต้องคำนึงถึงความพอใจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โอกาสที่จะคิดนโยบายใหญ่ๆ คิดอย่างมีกลยุทธ์ และหวังผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวก็จะน้อยลง" ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นว่า "การออกหนังสือกระทรวงการคลัง ถึง ดร.วีรพงษ์ ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ในช่วงก่อนที่จะมีการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน ก็เพื่อให้ ดร.วีรพงษ์ และบอร์ดทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่มีต่อแบงก์ชาติ และระบบเศรษฐกิจของประเทศนอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเป็นห่วงภาระหนี้สะสมของ ธปท. ที่มียอดหนี้สะสมติดลบเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย”
จะเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายแม้จะมีความขัดแย้ง แต่พูดเรื่องเดียวกัน คือ "ความรับผิดชอบ" ในพันธกิจขององค์กร ที่มีต่อประเทศชาติ เราเห็นว่าธนาคารกลาง ต้องปกป้อง "ความเป็นอิสระเท่าชีวิต" หน้าที่ของผู้ว่าการแบงก์ชาติ หากเห็นว่าฝ่ายการเมืองดำเนินการไม่ถูกต้องก็ควรคัดค้านในที่ลับ และหากยังไม่ฟังข้อตักเตือน ก็ควรออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ หรือบางยุคอาจจะประกาศ "ลาออก" เพื่อเป็นการประท้วง แต่ถึงกระนั้นความเป็นอิสระต้องควบคู่กับความรับผิดชอบ ที่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม และไม่สร้างปัญหาให้กับแบงก์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะในประเด็นการขาดทุนที่การเมืองยกมาเป็นปมในการกดดัน ซึ่งเราเห็นว่าทางออกที่ควรจะเป็นของเรื่องนี้ต้องเริ่มจากแต่ละฝ่ายต้องพูดความจริง ไม่ใช่พูดความจริงแค่ครึ่งเดียวอย่างที่ดำเนินการกันอยู่ ฝ่ายการเมืองเองก็ดูจะสับสนในแนวคิด กดดันให้ลดดอกเบี้ย แต่อีกด้านหนึ่งก็ห่วงเรื่องฟองสบู่ ส่วนแบงก์ชาติออกมายืนยันตลอดว่าอัตราดอกเบี้ยสูงไม่มีผลต่อเงินทุนไหลเข้า ทั้งๆ ที่ ก็เป็นแรงจูงใจหนึ่งของการลงทุน เราจึงเห็นว่าจุดแรก ทั้งสองหน่วยงานต้องบอกความจริงพื้นฐานออกมาเสียก่อน มิฉะนั้นความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นในวันนี้ ก็จะนำไปสู่จุดแตกหักในที่สุด โดยที่แต่ละฝ่ายยึดคัมภีร์ ที่ชื่อ "ความรับผิดชอบ" เหมือนกัน






