วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สัญญานความผันผวน

ทันทีที่ผู้นำใหม่ขึ้นบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ก็กระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ เป็นเงินถึง 20.2 ล้านล้านเยน

ตามด้วยธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ประกาศโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์แบบปลายเปิด หรือไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด จนทำให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกแห่งนี้คาดหมายว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี จะขยายตัวได้ 2.5% ในปีงบประมาณเริ่มต้นเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณปัจจุบันที่ 1% อันเป็นผลจากการทำนายว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับที่ความต้องการในญี่ปุ่นเองที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีการสร้างงานมากขึ้น แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่อาจกระทบตัวเลขการเติบโต อย่างหนี้สาธารณะที่มากขึ้น และความผันผวนของเงินเยน

ในส่วนของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 1 อย่างสหรัฐนั้น ธนาคารกลางหรือเฟดก็ได้ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินขนานใหญ่ทั้งในช่วงเร็วๆ นี้่และในปัจจุบัน อันเป็นจุดที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นรากเหง้าของ "สงครามค่าเงิน" ซึ่งบางคนมองว่ากำลังตั้งเค้าอยู่ หากสภาพการณ์ต่างๆ เป็นอย่างที่หลายคนว่าไว้จริง ก็อาจต้องรอสักพักหนึ่งกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากเฟดไม่มีวี่แววจะหันกลับไปใช้นโยบายแบบปกติในเวลาอันใกล้นี้ เพราะเพิ่งระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะคงอัตราดอกเบี้่ยระยะสั้นไว้ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์จนกว่าอัตราว่างงานจะลดเหลือ 6.5% และเงินเฟ้อไม่เป็นภัยคุกคาม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวถือว่ายังอยู่ยาวไกล เนื่องจากอัตราว่างงานที่สหรัฐจะรายงานปลายสัปดาห์นี้ คงยังสูงเหมือนเดิมที่ระดับประมาณ 7.8%

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่าการดำเนินการทางการเงินอย่างกล้าหาญ เป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้วในญี่ปุ่น แต่ก็มีผู้มองว่าการเคลื่อนไหวนี้อาจนำเศรษฐกิจโลกไปสู่สงครามค่าเงินอันยากจะคาดเดา กระนั้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศชี้แจงว่าการพูดถึงสงครามค่าเงินเป็นเป็นการพูดที่เกินจริงไปหน่อย และประเทศต่างๆ ก็ต้องดำเนินนโยบายที่เหมาะสมเพื่อให้เศรษฐกิจเข้าที่เข้าทาง และส่งผลต่อเนื่องถึงอัตราแลกเปลี่ยนบ้าง

ในส่วนของสมาชิกคนหนึ่งในบอร์ดบริหารคณะกรรมาธิการนโยบายการเงินประจำธนาคารกลางเกาหลีใต้ ก็เตือนเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของบางประเทศ โดยระบุว่าอาจมีกระแสเงินทุนไหลเข้าพุ่งขึ้นมาก ผลจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมากของประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมระบุว่ามาตรการที่มีอยู่ของเกาหลีใต้ในการรับมือกระแสเงินทุนนั้นแม้ปรับปรุงดีขึ้นจากเดิมมากแล้ว แต่ยังอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามามากเกิน ท่าทีของเกาหลีใต้เกี่ยวกับเงินวอนไม่น่าเป็นเรื่องประหลาดใจ เพราะเงินวอนมีความผันผวนตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว และแข็งค่าขึ้นปีที่แล้ว 7.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ อันเป็นผลจากเงินทุนไหลเข้ามากที่สุดตั้งแต่ปี 2552 ทั้งเงินวอนยังแข็งค่าที่สุดตั้งแต่ปี 2541 เมื่อเทียบกับเงินเยน

ในท่ามกลางสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากและอาจเกิดความผันผวนได้มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน หรือกระแสทุนไหลเข้านั้น ไทยต้องประเมินทิศทางต่างๆ ให้ดี เพราะสถานการณ์ของประเทศพัฒนาแล้ว ยังต้องอาศัยการดำเนินผ่อนคลายทางการเงินไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นผลกระทบต่างๆ จึงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์นี้