สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ ได้อนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.16 แสนล้านดอลลาร์
และ เตรียมที่จะโน้มน้าวให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายเป็นร้อยละ 2 นั้น แม้การตอบรับจากตลาดหุ้นและตลาดเงินจะออกมาขานรับด้วยดี แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจากปฏิบัติการดังกล่าว ก็ยังยากที่ะประเมินได้
จะเห็นได้ว่า
สำหรับประเทศที่มีอัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีเกิน 2 เท่า นั้น สิ่งที่น่าจะตามมาได้แก่ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ค่าเงินที่อ่อนตัวลงอย่างฮวบฮาบ และ ก่อให้ความตื่นตระหนกต่อตลาดในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นแทบไม่มีหนี้ต่างประเทศอยู่เลย อีกทั้งในทางการเมืองสภาวะดังกล่าวเป็นสิ่งที่พอจะยอมรับกันได้จากความเคยชินไปเสียแล้ว บทความนี้จะกล่าวถึงมุมมอง 3 ทัศนะ ที่มีความแตกต่างกันต่อแผนการของนายอาเบะ ดังนี้
มุมมองแรก มาจาก ดร.พอล ครุกแมน โดยเขากล่าวสนับสนุนว่ามาตรการดังกล่าวเสมือนเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm shift) ให้กับการดำเนินการทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าน่าทดลองแม้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมายังยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่ก็ยากจะเลี่ยงการทดลองใหม่ๆ เช่นกัน เนื่องจากความซบเซาของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยืดเยื้อมายาวนานจนเกินกว่าจะปล่อยไว้ไปเรื่อยๆ
สอดคล้องกับ นายมูฮัมหมัด เอล เอเรียน กรรมการผู้จัดการ บริษัท PIMCO ที่กล่าวว่า นโยบายการเงินและการคลังของญี่ปุ่นที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคตและต้องสร้างความน่าเชื่อถือว่าจะสามารถกระตุ้นอุปสงค์ได้จริงตามลำดับ รวมถึงโมเมนตัมทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาลต้องมีความต่อเนื่องในการที่จะเอาชนะการเลือกตั้งสภาสูงในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ท้ายสุด ต้องมีการปรับเปลี่ยนการออกแบบเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้สามารถตอบสนองและสามารถแข่งขันกับทั่วโลกให้ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
มุมมองที่สอง มาจาก นายอดัม โพเซน อดีตสมาชิกของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ ที่เห็นด้วยกับการใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้นโยบายการคลัง โดยกล่าวว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถยืนหยัดอยู่ได้แม้จะมีหนี้รัฐต่อจีดีพีสูงที่สุดในโลก ด้วยเหตุผล 4 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ธนาคารพาณิชย์ของญี่ปุ่นถูกขอร้องจากทางการให้ซื้อหนี้ภาครัฐเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง สอง ผู้ออมเงินญี่ปุ่นยอมรับกับอัตราผลตอบแทนที่ต่ำมากด้วยการลงทุนในหนี้ภาครัฐดังกล่าว สาม มีผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่เป็นชาวต่างชาติอยู่น้อยมาก ซึ่งหากคิดจะเรียกร้องผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นธนาคารกลางญี่ปุ่นก็พร้อมที่จะซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าว และท้ายสุด สัดส่วนของภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำต่อรายได้รวม
ตัวช่วยเหล่านี้ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นเช่นกัน เริ่มจากการให้แบงก์ญี่ปุ่นซื้อแต่หนี้ภาครัฐส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กรวมถึงกิจการใหม่ๆ ในญี่ปุ่นไม่สามารถเกิดได้ในช่วงเศรษฐกิจโลกบูมระหว่างปี 2003-2008 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากในญี่ปุ่นเป็นระยะเวลายาวนานส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝืดรวมถึงผู้ออมที่มีอายุมากเคยชินกับความกลัวความเสี่ยง ท้ายสุด การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นซึมและตัดขาดจากโลกภายนอกมายาวนานส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าและตลาดหุ้นซบเซามาโดยตลอด
แม้ว่าเขาจะเห็นด้วยกับการใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงครึ่งหลังทศวรรษ 1990 แต่ก็เป็นการกระตุ้นแบบชั่วคราวภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงนั้นกำลังตกต่ำอย่างรุนแรงรวมถึงระบบการเงินของญี่ปุ่นก็เต็มไปด้วยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สอง นโยบายการคลังในขณะนั้นอยู่ในโหมดหดตัว และ สาม ระดับหนี้สาธารณะสุทธิขณะนั้นยังอยู่ในจุดที่ต่ำมาก ด้วยอานิสงส์ของนโยบายดังกล่าวก็ได้ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ดิ่งลงเหวไปมากกว่าในช่วงนั้น
อย่างไรก็ดี การใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมูลค่าราวร้อยละ 2 ของจีดีพีในครั้งนี้ นายโพเซนเห็นว่าน่าจะส่งผลเสียมากกว่า เนื่องจากมิได้แก้ต้นตอของปัญหา นั่นคือ การกลับเข้าสู่ภาวะเงินฝืดและค่าเงินที่แข็งตัวเกินไป ซึ่งลำพังการกำหนดอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่สูงขึ้นด้วยการซื้อสินทรัพย์ของแบงก์ชาติหรือ QE น่าจะเพียงพอแล้ว
มุมมองที่สาม มาจากนายริชาร์ด คู จากโนมูระ ซึ่งค่อนข้างจะเห็นต่างจากนายโพเซน โดยมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการเงินแบบเต็มที่เพื่อยับยั้งการเกิดภาวะเงินฝืด เป็นแนวทางที่ออกจะล้าสมัยซึ่งแม้แต่ผู้แนะนำวิธีดังกล่าว อันประกอบด้วยนายครุกแมนและ เบน เบอร์นันเก้ เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วยังเริ่มไม่มั่นใจกับแนวทางดังกล่าวในขณะนี้ ที่สำคัญ การห้ามมิให้เกิดเงินฝืดมิได้หมายความว่าจะสามารถหยุดยั้งสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้ ที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเกิดจาก
หนึ่ง การประวิงเวลาในการบริโภคออกไปของชาวญี่ปุ่นจากภาวะเงินฝืดไม่สามารถทำได้มากนัก เนื่องจากการบริโภคดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นอยู่ในรูปแบบการบริการ ซึ่งอย่างไรเสียก็ยากที่จะชะลอการบริโภคออกไป
สอง การกระตุ้นให้เงินเข้าสู่ระบบธนาคารของญี่ปุ่นนั้น เงินดังกล่าวมีแนวโน้มจะกระจุกตัวอยู่ที่แบงก์หรือเป็นการจ่ายหนี้สินของภาคเอกชนมากกว่าสร้างธุรกิจใหม่ สืบเนื่องมาจากแผลในใจของหนี้ภาครัฐญี่ปุ่นยังติดตรึงชาวญี่ปุ่นที่จะก่อหนี้ครั้งใหม่อีกครั้ง
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่น่าจะถูกทางในมุมมองของนายคู คือ การสมานแผลในใจดังกล่าวด้วยการใช้มาตรการแรงจูงใจทางภาษีและการลดค่าใช้จ่ายของเงินทุนที่สหรัฐเคยใช้ในการแก้วิกฤตซับไพร์ม
ผู้เขียนเห็นว่า ญี่ปุ่นแทบไม่มีอะไรจะเสียจากความพยายามรอบใหม่ของนายอาเบะในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ การลองมาตรการใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ต้องทำ สิ่งที่สำคัญ คือ การบริหารความคาดหวังของประชาชนให้ความพยายามดังกล่าว สามารถดำเนินไปได้ในระยะเวลานานพอจนเริ่มจะเห็นความสำเร็จอันเกิดจากอานิสงส์ของมาตรการดังกล่าว ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอาเบะครับ
หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และติดตามบทถัดไปของ Fiscal Cliff เพิ่มเติมที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ









