สิบประเด็น อันดับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทยในปี 2556 ที่ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์
คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รวบรวมออกมานั้น ซึ่งเมื่อแยกแยะออกมาแล้ว ช่างน่าวิตกทั้งสิ้น โดยเริ่มจาก อันดับหนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันดับสอง การออก พ.ร.บ.ปรองดอง อันดับสาม ศาลโลกตัดสินคดีเขาพระวิหาร อันดับสี่ ค่าแรง 300 บาท อันดับห้า ความสามารถในการแข่งขัน อันดับหก การแก้ปัญหาน้ำ 3.5 แสนล้านบาท อันดับเจ็ด การแทรกแซงองค์กรอิสระ อันดับแปด การใช้อำนาจรัฐแทรกแซงสื่อมวลชน อันดับเก้า ผลกระทบหน้าผาทางการคลัง และ อันดับสิบ ปัญหาหนี้สินของสหภาพยุโรป
สิบประเด็นอันดับความเสี่ยง น่าจะแยกได้ 4 เรื่องหลัก ประการแรก เงื่อนไขที่จะนำไปสู่ปมความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความพยายามในการผลักดันพระราชบัญญัติปรองดอง ที่อาจจะเกิดความขัดแย้งจากกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งเพราะอาจจะถูกโยง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกขยายผลได้ทุกเวลา ประการที่สอง หลายนโยบายสุ่มเสี่ยงที่จะเปิดช่องให้คอร์รัปชันและก่อหนี้สาธารณะ ประการที่สาม ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากข้างนอกไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบหน้าผาทางการคลัง ปัญหาหนี้สินของสหภาพยุโรป และประการที่สี่ การแทรกแซงองค์กรอิสระและหน่วยงานภาครัฐของนักการเมือง เพราะที่ผ่านมาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม พบว่ามีการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงการทำหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม มีการใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายคนในหน่วยงานตรวจสอบ มีการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริต ค่อนข้างต่ำ หรือแม้แต่ในรัฐวิสาหกิจ ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ว่าการ บอร์ด โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณธรรมความสามารถ หรือประโยชน์ขององค์กร
สิบประเด็นอันดับความเสี่ยง ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น หลายปัจจัยเราสามารถถอดสลักระเบิดได้อยู่แล้ว หากมีความตั้งใจ โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความพยายามในการออก พ.ร.บ.ปรองดอง ซึ่งทางออกเรื่องนี้รัฐบาลต้องดำเนินการในสองแนวทาง สิ่งแรกหากเห็นว่าสุ่มเสี่ยงจะก่อความเสี่ยง สังคมขัดแย้งกันสูงนั้นควรเลือกวิธีชะลอออกไปก่อน หรือไม่ควรที่จะทำประชามติสอบถามประชาชนส่วนใหญ่ ว่า มีความต้องการมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากสังคมไทยยามนี้มีความอ่อนไหว แค่ประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะส่งรอยร้าวของคนในสังคมได้ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงประเด็นใหญ่ ที่มีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากเช่นกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ปัจจัยเรื่องของค่าแรง 300 บาท หากได้ข้อสรุปแนวทางช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้ ก็น่าจะผ่านพ้นไปได้ แต่หัวใจสำคัญแนวทางช่วยเหลือต้องคำนึงถึงการยกระดับสินค้าหรือการเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมไทย มีขีดแข่งขันมากขึ้น ส่วนปัจจัยนอกประเทศ อย่างปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป เราคงไปดำเนินการอย่างไรไม่ได้ ทางรอดอยู่ที่การเตรียมพร้อมรับมือ
สิบประเด็นอันดับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคม ในปี 2556 เราเห็นว่าประเด็นคอร์รัปชันจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาล อาจจะถือว่ามีความอ่อนไหวอย่างมากในปีนี้ ซึ่งเป็นความกังวลที่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว จากข้อสงสัยในโครงการจำนำข้าว ที่คาดว่ารัฐจะขาดทุนมากกว่า 1 แสนล้านบาท และการขาดทุนมหาศาลดังกล่าว มีนักการเมืองได้รับประโยชน์ ขณะที่ในปีนี้รัฐบาลมีโครงการใหญ่อีกหลายโครงการ ซึ่งหากไม่มีความรัดกุม หรือโปร่งใสมากพอก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเปิดช่องให้เกิดคอร์รัปชันขึ้นมาได้อีก เพราะขณะนี้มีการกล่าวถึงกันมากกว่า มีการเรียกเงินใต้โต๊ะสูงถึง 40% กันแล้ว หากปล่อยให้เกิดขึ้นเช่นนี้ ย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่ในการบั่นทอนขีดแข่งขันของชาติในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นหน่วยงานรัฐและรัฐบาลต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ขณะที่โครงการเดิมอย่างจำนำข้าว ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องหันมาทบทวนอย่างจริงจัง






