พุทธศาสนาสอนไว้ว่าทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของชั่วคราว สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ร่างกายก็ยืมเขามา เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืน
ใครสักคนบอกผมว่า ในบางแง่มุม ชีวิตมนุษย์เงินเดือนก็มีความน่าเบื่อ จำเจอยู่ในกรอบของห้องสี่เหลี่ยมติดแอร์ ทุกๆ วันที่ตื่นลืมตา ก็ต้องมานั่งทำงานเดิมๆ เจอคนเดิมๆ
ถ้าเจอคนดี ก็เหมือนถูกหวย แต่หากโชคร้ายไปเจอคนแย่ๆ ก็เหมือนซวยหนัก รสชาติของชีวิตแทนที่จะสนุก กลับเหี่ยวเฉา กลายเป็นเครื่องจักรไร้ชีวิตโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานมานี้ ผมได้คุยกับน้องต่างออฟฟิศคนหนึ่ง ที่ดั้นด้นมา เพื่อระบายทุกข์ทางใจ จากฝันสลายไม่ได้โบนัสก้อนใหญ่อย่างใจหวัง แผนจับจ่ายใช้สอย ล้มครืนไปต่อหน้าต่อตา
ยิ่งพออ่านข่าวเจอองค์กรต่างๆ แจกโบนัสหลายเดือน และได้คุยกับเพื่อนก็รู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ ไม่เป็นอันทำอะไร ไม่อยากไปทำงาน เริ่มไม่รักองค์กร และมองโลกในแง่ร้าย
ที่สุด อยากได้ข้อคิด มุมมองจากผม เพื่อเอาไปทบทวนหรือปลอบใจให้เธอก้าวผ่านช่วงเวลานี้ให้ได้
หลังจากใช้เวลาไตร่ตรอง ผมก็เริ่มลงมือเขียนแผนรับมือด้วยสติสัมปชัญญะทั้งหมดที่มี อยากให้อ่านไปทีละข้อนะครับ
อย่าตีโพยตีพาย อย่าโยนความผิดให้องค์กร อย่าโทษผู้บริหาร ต้องเชื่อเสมอว่า การตัดโบนัสน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่บริษัทจะทำ เพราะใจเขาใจเรา คงไม่มีใครอยากทำร้ายใคร คนตัดสินใจก็คงไม่ได้รับโบนัสด้วย การโยนบาป ไม่ใช่ทางออกของปัญหา หนำซ้ำยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้าย ใจที่มีแต่อคติ ก็ไม่เป็นสุข
เลิกโทษกันและกัน อย่ามองว่าคนอื่นทำงานไม่ดี ฝ่ายขายแย่ การตลาดไม่เก่ง ฝ่ายอื่นๆ ทำงานไม่เข้าท่า เป็นเพราะพวกเขาที่ทำให้องค์กรไปไม่ถึงดวงดาว จึงชวดกันหมด ตัวแปรและปัจจัยสำหรับโบนัสมีมากมาย เกินกว่าที่ใครสักคนจะกำหนด ไม่ใช่ความผิดของเราหรือของใครทั้งนั้น การโทษกันไม่ใช่ทางแก้ กลับยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายไปจากเดิม
ตั้งคำถามเชิงบวก แทนที่จะตีป่วน โวยวาย แต่รู้จักตั้งคำถามเพื่อเตือนให้เราปรับตัว ปรับวิธีการทำงานเสียใหม่ที่ช่วยให้องค์กรมีกำไร มีนโยบายให้โบนัส น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะเป็นการคิดเชิงบวก เป็นการเยียวยาความรู้สึกตัวเอง และสอนให้เราก้าวผ่านวินาทีเสียใจไปได้
ของชั่วคราว พุทธศาสนาสอนไว้ว่าทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของชั่วคราว สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ร่างกายก็ยืมเขามา เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืน ทุกอย่างเป็นตามกฎธรรมชาติ มีขึ้น มีลง ไม่มีใครยึด หรือบังคับไว้ได้
โบนัสแท้จริง ก็เป็นของชั่วคราว ไม่ใช่ของเราจริงๆ ทุกๆ อย่างเป็นเรื่องสมมุติ ต้องไม่ยึดติด ไม่คาดหวัง
หยุดกังวล ต้องกล้า คนที่ไม่ได้โบนัส สมองจะสั่งให้เกิดความกังวลไว้ก่อน เพราะเกรงว่าแผนที่วางไว้จะชวด ทั้งที่ จริงๆ แล้ว ลึกๆ เราไม่ได้เสียอะไร เพียงแต่เราไม่ได้ส่วนที่คาด และอาจไม่ได้ทำตามที่ใจปรารถนา
วินาทีนี้ ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ใช้ความกล้าชนะความกังวล มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ต้องอยู่อย่างพอเพียงตามพระราชดำริในหลวง
อยู่กับปัจจุบัน อย่านั่งจมกับอดีตที่แก้ไม่ได้ ภาษาคุณฐิตินาถเคยเขียนใน “เข็มทิศชีวิต” น่าสนใจมาก คล้ายๆ กับมีดปักใจ เหมือนหยิบอดีตที่ไม่สมหวัง มาทิ่มแทงใจให้ห่อเหี่ยวแห้งแล้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะย้ำคิด ย้ำทำ การไม่ได้ก็คือไม่ได้ อย่าซ้ำซาก ไม่ควรให้ผลพวงที่เกิดครั้งเดียวตามมาหลอนไม่มีวันจบ
เลิกสร้างกับดัก ไม่มีใครบอกว่ามาตรฐานในชีวิต ต้องมีโบนัสทุกปี ลด เลิก หรือตัดไม่ได้ มนุษย์นี่แหละครับที่ตั้งธงกันเองว่าต้องได้เงินเท่านั้นเท่านี้ เอาเข้าจริง ดัชนีความสุขก็มิใช่วัดกันที่ตัวเลข มีเงินเป็นหมื่นล้าน พันล้าน ก็ทุกข์ได้ ตัวอย่างมีให้เห็น หากหยุดสร้างกับดักเมื่อไร ใจก็เป็นสุขเมื่อนั้น
มีคนแย่ยิ่งกว่า ความเศร้า ความเสียใจ อาจทำให้เราต้องหารายการประเภทวงเวียนชีวิตมาดู และจะทำให้เข้าใจว่าบนโลกกลมๆ ใบนี้ มีคนไม่น้อยที่แย่ยิ่งกว่า แต่ทุกคนก็ต้องต่อสู้ ดิ้นรน ไม่เคยสะกดคำว่า “แพ้” ให้ใครเห็น
นับประสาอะไรกับเรา การพลาดโบนัสเป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อย ชีวิตอาจสะดุดไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เราต้องตาย หรือหมดอาลัยตายอยาก
การประชดคือเรื่องผิด หากเงินก้อนที่อยากได้ ไม่ได้ขึ้นมา ก็อย่าประชดโดยการช็อป ทุ่มซื้อของ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ แบบสุดโต่ง ที่เป็นการเบียดบังตัวเอง เพื่อลืมความทุกข์
เพราะยิ่งทำ ก็ยิ่งเป็นการทำร้ายกระเป๋าสตางค์ตัวเอง ยิ่งฟุ่มเฟือย ก็ยิ่งเร่งปฎิกิริยา และอาจทำให้ชีวิตรวน แย่เข้าไปอีก
วางแผนค่าใช้จ่ายใหม่ เมื่อตั้งสติได้ ต้องรีบวางแผนค่าใช้จ่ายใหม่ แผนทุกอย่างที่ต้องเพิ่งพิงโบนัสต้องปรับ ชีวิตอย่าสะดุด โดยเฉพาะถ้าการใช้จ่ายเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องจำเป็น
ผมเชื่อว่า คนที่คิดคอนเซ็ปต์โบนัสครั้งแรก คงมีเจตนาดีๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
แต่เป็นเพราะเราๆ นี่แหละครับที่ดันสร้างกรอบลวงตา ไปหลงและยึดติด จนรากเหง้าวิธีคิดกลับตาลปัตร กลับกลายเป็นว่าคนที่ได้มาน้อย หรือไม่ได้เลย เสียขวัญ กำลังใจ ไม่รักองค์กร
ฉะนั้น การเตรียมจิตใจ และปรับทัศนคติเสียใหม่ คือการฉีดภูมิคุ้มกันแบบหนึ่ง เพื่อให้เราแข็งแกร่ง และก้าวผ่านไปได้ อย่าลืมนะครับ ชีวิตที่เหลือ ยังต้องพบเจอกับความผิดหวังมากกว่านี้หลายร้อยพันเท่า
ตราบที่ยังตื่นลืมตา หัวใจต้องอย่าพ่ายแพ้เป็นอันขาด








