วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เค้าลางปรากฏชัดขึ้นในปี “งูน้ำ”

รู้สึกเหมือนผมไหมครับว่าระบบการเงินอเมริกันมันชักยังไงอยู่

ผู้อ่านหลายท่านในช่วงที่ผ่านมา หากมิได้เดินทางไปไหน บ้างคงได้มีโอกาสดูละครหลังข่าวช่อง 3 ในคืนวันที่ 29 - 30 ธ.ค. 2555 ละครดังกล่าวเต็มเปี่ยมไปด้วยดาราชื่อดังทั้งรุ่นเก่าและใหม่ เวทมนตร์คาถา เครื่องรางของขลัง อีกทั้งอาวุธโบราณ ซึ่งปัจจุบันได้ผันเปลี่ยนไปเป็นปรากฏการณ์ “เหนือเมฆ” ส่งกระทบชิ่งไปทั่วทั้งในวงการสื่อมวลชนและการเมือง จนกลบข่าวที่สำคัญ ๆ ไปทั้งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องถอดยศท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เหมือนอย่างที่รัฐมนตรีณัฐวุฒิ ท่านว่าเอาไว้

นอกเหนือจากปรากฏการณ์ดังกล่าว ในช่วงที่เวลาข้ามปีใหม่มานี้ หลายท่านก็คงจะโล่งใจไปเปลาะหนึ่งสำหรับการผ่านร่างกฎหมายเพื่อเลี่ยงภาวะ Fiscal Cliff โดยสภาคองเกรสสหรัฐ (ซึ่งก็เกือบจะไม่ทันเหมือนกัน เนื่องจากผ่านเอาวันสุดท้ายของ Deadline พอดี) ลำดับถัดไปก็คงเป็นการเจรจาเรื่องเพดานหนี้ (Debt Ceiling) ที่ 16.4 ล้านล้านเหรียญ (US$ 16.4 Trillion) ของสหรัฐฯ ที่ฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันผู้คุมเสียงข้างมาในสภาผู้แทนอยู่ ตั้งใจจะใช้ต่อรองกับประธานาธิบดีโอบามาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในด้านต่างๆ ที่รีพับลิกันต้องการ ซึ่งสร้างความหงุดหงิดให้ฝั่งรัฐบาลอย่างมาก

ในช่วงปีใหม่นี้เอง ก็ได้มีแนวคิดพิสดารของ ส.ส. เดโมเครต Jerrold Nadler จากนิวยอร์คในการแก้เกมดังกล่าว โดยการเสนอให้รัฐบาลโอบามาพิจารณา ถึงกฎหมายฉบับหนึ่งที่ผ่านมาสมัยประธานาธิบดีคลินตันที่อนุญาตให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (U.S. Secretary of Treasury) สามารถปั๊มเหรียญแพลทตินั่ม (Platinum) มูลค่าหน้าเหรียญเท่าไรก็ได้ ออกมาขายแก่สาธารณชน (โดยวัตถุประสงค์เพื่อการเป็นที่ระลึกและการสะสม และจะเป็นทองคำ หรือ Silver ก็ไม่ได้ครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้เฉพาะ Platinum อย่างเดียวที่สามารถกำหนดมูลค่าหน้าเหรียญเป็นเท่าไรก็ได้)

ส.ส. หัวใสคนนี้เสนอให้ Secretary of Treasury สั่งให้ปั๊ม (mint) เหรียญแพลทตินั่ม (Platinum) ออกมาเหรียญหนึ่งให้มีมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญ (US$1 Trillion) แล้วนำไปฝากเอาไว้กับธนาคารกลาง (Federal Reserve) แทนพันธบัตรรัฐบาลที่ Fed ถือไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะไม่เป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ (Money Supply) และจะไม่มีผลต่อภาวะเงินเฟ้อ

สำหรับแนวทางเหรียญ Platinum ล้านล้าน$US ที่ว่านี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจาก Pual Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลผู้โด่งดัง ผู้ที่ทำนายวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยเขียนเชียร์ใน New York Times บทความเรื่อง “Debt in a Time of Zero” วันที่ 2 มกราคม 2556 และ “Be Ready To Mint That Coin” วันที่ 7 มกราคม 2556

งานนี้ Dr.Krugman โดนโจมตีอย่างหนักครับว่า ตนเป็นถึง Nobel Laureate แล้วไปสนับสนุนแนวคิดที่น่าหัวเราะดังกล่าวได้อย่างไร ซึ่ง Dr.Krugman แกก็ยอมรับครับว่าแนวทางเหรียญล้านล้าน$US นี้เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะเยาะ แต่เห็นว่าการที่รีพับลิกันนำเรื่อง Debt Ceiling มาใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองเป็น เรื่องที่น่าหัวเราะเยาะยิ่งกว่า

งานนี้รีพับลิกัน เจอมุขนี้ของเดโมเครตกับ Dr.Krugman เข้าไป ผมว่าน่าจะหายซ่าไปในเรื่องของการต่อรองเรื่อง Debt Limit นี้ไปเยอะเลยครับ เพราะทางเทคนิคแล้วสามารถทำได้จริง ๆ ครับ

อ่านถึงตรงนี้ ผู้อ่านรู้สึกเหมือนผมไหมครับว่าระบบการเงินอเมริกันมันชักยังไงอยู่ ทั้งฝั่งธนาคารกลางผู้คุมนโยบายการเงิน (Monetary Policy) ก็สามารถพิมพ์เงินออกมาได้ด้วยวิธี Quantitative Easing (QE) ฝั่งด้านกระทรวงการคลังหรือรัฐบาลผู้คุมนโยบายด้านการคลัง (Fiscal Policy) ก็มีวิธีเสมือนนำเงินออกมาใช้ได้ด้วยเหมือนกัน

ในความเป็นจริง ก็คงต้องทำใจและต้องยอมรับครับว่าระบบการเงินทั่วโลกในปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้เหมือนกันหมดครับ ตัวอย่างล่าสุดก็ที่ ญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้งได้นายก Shinzo Abe กลับมาอีกรอบก็ประกาศชัดเจนครับว่า จะกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ดำเนินนโยบาย Price Inflation ที่ 2 % (ในปี 2555 ญี่ปุ่นไม่มี Price Inflation เลย) ด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มออกมา ซึ่งหาก BOJ ไม่ยอมก็จะมีแก้กฎหมายบังคับให้ BOJ ยอมให้ได้ (Japan’s Abe issues ultimatum to BoJ, Financial Times, 23 ธันวาคม 2555) โดยในเบื้องต้นนายก Abe จะส่งผู้ว่าการ BOJ คนใหม่ และรองผู้ว่าการอีก 2 คน เข้ามาแทน กลุ่มของนาย Masaaki Shirakawa ผู้ว่าคนปัจจุบันที่จะครบวาระในเดือนเมษายนนี้

ด้วยเหตุนี้กระมัง ใน Investment Outlook โดย Bill Gross "The Bond King" ผู้ก่อตั้ง และ Chief Investment Officer ของ PIMCO เจ้าของ Wording ที่ใช้กันติดปาก “New Normal” ซึ่งในปีที่แล้ว (พ.ศ. 2555) ได้เตือนให้ระวังถึงภาวะ “Paranornal” ซึ่งเป็นรูปแบบ 2 สุดขั้วไม่ว่าจะเป็น 1. เงินฝืดจากการลดลงของเงินที่หมุนในระบบ หรือ 2. เงินเฟ้อจากการดำเนินการของธนาคารกลาง

มาในปีนี้ Investment Outlook ในเดือนธันวาคม 2555 และ มกราคม 2556 เรื่อง “Strawberry Fields - Forever?” และ “Money for Nothin Writing Checks for Free” ได้ระบุว่าถึงแม้ว่าจะมีการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นกันอย่างเต็มที่แล้ว ระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว (Developed Economies เช่นที่ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น) ก็จะยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 %) อันเนื่องจากปัญหาทางโครงสร้างได้แก่ 1) ปัญหาเรื่องหนี้ 2) โลกาภิวัตน์ 3) การพัฒนาของเทคโนโลยี่ และ 4) โครงสร้างของประชากร (อ่านโดยละเอียดได้จาก PIMCO ครับ)

อย่างไรก็ดี Gross ได้ฟันธงให้ระวังเรื่องเงินเฟ้อในระยะยาวอันมีเหตุมาจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (เลิกเตือนเรื่องเงินฝืดแล้วครับ) โดย Gross แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรที่มีอายุยาวของสหรัฐ สหราชอาณาจักร และเยอรมัน

แต่ควรที่จะเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับภาวะเงินเฟ้อ ได้แก่ 1) สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันดิบและทองคำ 2. พันธบัตรเงินเฟ้อของสหรัฐ หรือ U.S. Inflation-Protected Bonds 3. พันธบัตรท้องถิ่นคุณภาพดี (High-Quality Municipal Bonds) และ 4.หุ้นในตลาดเกิดใหม่ในสกุลเงินท้องถิ่น (Non-Dollar Emerging-Market Stocks)

ภายใต้เค้าลางเงินเฟ้อที่น่าจะปรากฏชัดขึ้นในปีงูนี้ สำหรับในบ้านเรา ก็โชคดีที่มีเครื่องมือการลงทุนที่สอดคล้องหรือ คล้ายๆ กับคำแนะนำข้างต้นอยู่หลายตัว อาทิเช่น หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อที่กระทรวงการคลัง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าใน TFEX หรือ AFET กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆ ซึ่งรวมถึง ETF สินค้าโภคภัณฑ์ (ที่น่าจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย) ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของท่านผู้อ่านคงต้องคิดพิจารณาไตร่ตรอง แล้วตัดสินใจอย่างรอบคอบว่า จะเลือกลงทุนในรูปแบบใดให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลงทุนของแต่ละท่าน ครับ