สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกๆท่าน เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาเป็นคนหนึ่งที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง คือ อยากเกษียณเร็วกว่าปกติ และสามารถใช้ชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งพางานประจำ หรือถ้าเป็นภาษาที่กำลังนิยมกัน คือเขาเป็นคนประเภทกลุ่มไฟ (FIRE Financial Independence Retire Early) นั่นเอง
ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายเพื่อที่จะมีอิสรภาพทางการเงินนั้น กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ยินดีที่จะสละเงินที่หาได้และนำมาลงทุน เพื่อที่จะมีเงินก้อนหนึ่งซึ่งมากเพียงพอที่จะสร้างรายได้จากผลตอบแทนเพียงพอกับค่าใช้จ่ายรายเดือนตลอดระยะเวลาหลังการเกษียณ โดยไม่ต้องพึ่งพิงรายได้จากเงินเดือนประจำ
ถ้าหากเราจะคำนวณเงินที่เราต้องเตรียมเอาไว้สำหรับการเกษียณ เราสามารถใช้สูตรการคำนวณแบบง่ายๆ เพื่อดูตัวเลขคร่าวๆ ก่อนโดยไม่จำเป็นต้องปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงิน โดยใช้สูตร
เงินที่ต้องมี = ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณต่อเดือน *12 *25
หรือเรียกอีกอย่างว่า กฎ 4% (4% Rule) โดยมีเงื่อนไขว่าเงินจำนวนนี้ต้องนำไปลงทุนในพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 7% และถอนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายได้ ปีละ 4% ของพอร์ตที่มีอยู่ รายละเอียดเราคงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นเพิ่มเติมอีก แต่ในเบื้องต้นเราพอจะใช้สูตรนี้เพื่อหาเงินที่ต้องการที่จะเกษียณและชีวิตอิสระที่ไม่ต้องพึ่งงานประจำได้
ประเด็นคือน้องคนนี้บอกว่าถ้าลงทุนแบบเฉลี่ยรายเดือนคงที่หรือ DCA โดยคิดว่าจะไปลงทุนในตลาดหุ้นเนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูง และมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นก็น่าจะลดลง ซึ่งถ้าหากเราคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยจากตลาดหุ้น S&P500
ในอดีตที่ผ่านมา (ปี 1990 -พ.ค. 2022) จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 10.87% ต่อปี (เอาผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนมาคูณด้วย 12) ซึ่งถ้าเราใช้ตัวเลขนี้ไปคำนวณจะได้ว่าหากเรามีเวลา DCA 20 ปี โดยลงทุนรายเดือนๆ ละเท่าๆ กัน และมีเป้าหมายที่จะสร้างพอร์ตให้โตเป็น 6 ล้านบาท (มาจาก นำรายจ่ายต่อเดือนเดือนละ 20,000 บาท ไปคูณด้วย 12 และ 25) เพื่อเป็นเงินตั้งต้นสำหรับพอร์ตการลงทุนหลังเกษียณ จะต้องออมเงินหรือลงทุนเดือนละ 7,052 บาท
แต่ในชีวิตจริงนั้นการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงนี้เกิดจากการที่ผลตอบแทนในแต่ละเดือนไม่ได้เท่ากันโดยตลอด แม้เราจะเชื่อว่าการลงทุนแบบเฉลี่ยทุกเดือนและลงทุนระยะยาว 20 ปีน่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาลงไปได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงนั้นผลลัพธ์ที่ได้จากการลงทุนเฉลี่ยดังกล่าวอาจต่างจากที่เราคาดการณ์เอาไว้ ซึ่งถ้าต่างกันแบบของจริงสูงกว่าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ถ้าผลลัพธ์จากการลงทุนจริงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ซึ่งถ้ามองแบบคร่าวๆก็มีโอกาสที่เราจะได้ต่ำกว่าถึงร้อยละ 50)
เราลองมาดูผลที่ได้จากการนำเงินไปลงทุนเดือนละ 7,052 บาทไปลงทุนในดัชนี S&P500 โดยเราจะทำการทดลองโดยเริ่มลงทุนตั้งแต่เดือน 2 ปี 1990 และลงทุนทุกๆเดือนด้วยเงินเท่ากันไป 240 เดือน (20 ปี) และทำการบันทึกผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ จากนั้นทำการทดลองลงทุนใหม่ โดยเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่เดือน 3 ปี 1990 และลงทุนไปอีก 240 เดือน นำพอร์ตสุดท้ายมาบันทึกเอาไว้ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ (ประมาณ 150 ครั้ง) และนำพอร์ตผลลัพธ์ที่ได้มาหาค่าเฉลี่ยเราจะได้ผลลัพธ์ดังตาราง
ถ้าดูจากตารางเราจะพบว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการคิดค่าเฉลี่ยคงที่จะเท่ากับ 6 ล้าน ตามเป้าหมายแต่ค่าเฉลี่ยของพอร์ตจากการทดลองลงทุน 150 ครั้งจะได้เพียง 4.2 ล้านซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ต้องการ นั่นแปลว่าเรามีเงินใช้ได้ไม่ถึงเดือนละ 20000 บาท แม้ว่าผลตอบแทนสูงสุดที่ได้จะได้ที่ 6.88 ล้านหรือมากกว่าเป้าหมาย แต่เราต้องดูโอกาสที่ได้น้อยกว่าเป้าหมายด้วยเช่นกัน (และควรให้น้ำหนักเป็นพิเศษ) โดยค่าต่ำสุดที่ได้ 2.9 ล้าน (มากกว่าเงินต้นที่ 1.79 ล้าน หรือมีกำไรจากการลงทุน) และค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 10 มีค่า 3.3 ล้านบาท
นั่นคือในชีวิตจริงผลของการลงทุนที่ได้อาจไม่ได้ง่ายเหมือนที่เราคำนวณจากตารางที่สมมติว่าผลตอบแทนจากการลงทุนคงที่ตลอดช่วงการลงทุน แม้ว่าผลลัพธ์ที่นำมาเสนอเป็นเพียงการทดลองคร่าวๆ แต่ก็สนับสนุนเหตุผลที่การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นจึงมีความสำคัญอยู่ และเราควรพิจารณาโอกาสที่เราจะได้ผลลัพธ์ต่ำกว่าเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้เพื่อหาทางแก้ไข
ครับท้ายสุดนี้ผมขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านมีความสุขและโชคดีกับการลงทุนครับ






