"นพดล"ปัดต้นเหตุกัมพูชาได้สิทธิขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก อัดกลับ"ชวนนท์"เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น"
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกรณีที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ปัญหาข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหารเริ่มเกิดตั้งแต่นายนพดลไปทำคำแถลงการณ์ร่วม ทำให้กัมพูชาได้สิทธิ์ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า นายชวนนท์ไม่รู้ข้อเท็จจริง พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น อันที่จริงเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหารและข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ปัญหาและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเอาไว้ให้ดี ไม่ควรนำมาโจมตีกัน ที่ผ่านมาตนเชื่อว่าทุกรัฐบาลรักชาติและต้องการปกป้องดินแดนเท่ากันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด นอกจากนี้ ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของกองทัพหรือกระทรวงการต่างประเทศต่างก็ทำดีที่สุดเพื่อปกป้องดินแดนกันทุกคน ยืนยันว่านายชวนนท์ บิดเบือน ใส่ร้ายตนและพรรคพลังประชาชน
นายนพดลกล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงต้องขอชี้แจง 3 ประเด็นคือ 1.ช่วงก่อนรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนเป็นมรดกโลก แต่รัฐบาลนายสมัครและตนเป็นคนเจรจาให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออก และให้ขึ้นทะเบียนได้เฉพาะตัวปราสาทที่ศาลโลกตัดสินว่าเป็นของกัมพูชาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลนายสมัครและตนเป็นผู้ปกป้องดินแดนพื้นที่ทับซ้อน ในส่วนของตัวปราสาทพระวิหารนั้นกัมพูชาเป็นเจ้าของ เขาจึงมีสิทธิ์นำไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วยตัวของเขาเองอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีคำแถลงการณ์ร่วม 2.คำแถลงการณ์ร่วมนั้นศาลปกครองได้ตัดสินว่าเป็นโมฆะและไร้ผล รวมทั้งห้ามนำไปใช้อ้างอิงใดๆ และ 3.มติคณะกรรมการมรดกโลกปี 2551 ระบุชัดเจนว่า ห้ามอ้างอิงและใช้ประโยชน์ในคำแถลงการณ์ร่วมตามที่ศาลปกครองไทยตัดสิน ดังนั้นคำแถลงการณ์ร่วมจึงไม่มีผลใดๆ กับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่อยู่ในศาลโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในเรื่องคดีที่กัมพูชายื่นตีความเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารที่อยู่ในศาลโลกขณะนี้นั้น รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ใช้ทีมทนายความและทีมกฎหมายที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงใดๆ รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์สนับสนุนการทำงานของทีมกฎหมายอย่างเต็มที่ และไม่มีการสมยอมกับกัมพูชาตามที่นายชวนนท์กล่าวหา รวมทั้งไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาด้วย เพราะคงไม่มีใครชั่วพอที่จะสมยอมกับต่างชาติเพื่อให้ประเทศตัวเองแพ้คดีในศาลโลก ซึ่งรัฐบาลจะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การที่ฝ่ายค้านและคนบางกลุ่มหาผลประโยชน์จากกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร และจุดกระแสคลั่งชาติเพื่อหวังผลทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงเสนอให้ประชาชนเจ้าของประเทศได้รับทราบแบบครบทุกด้าน โดยจะทำเอกสารชี้แจงในทุกประเด็นจนทำให้นักโกหกและนักบิดเบือนไม่มีที่ยืนในสังคม









