โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นที่วิเคราะห์วิจารณ์และถกเถียงกันอย่างเข้มข้น รายละเอียดของผลดีและผลเสียที่กำลังเกิดและจะเกิดต่อไป
จากโครงการนี้มีอยู่ในการวิเคราะห์ของนักวิชาการและสถาบันต่างๆ ดังที่ปรากฏตามสื่ออย่างแพร่หลายแล้ว จึงจะไม่นำมาเสนออีก อย่างไรก็ตาม ขอนำตัวอย่างจากฟิลิปปินส์และออสเตรเลียมาเล่าเพื่อสร้างความเข้าใจว่าอะไรอาจเกิดขึ้นได้
ก่อนอื่นขอย้ำว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายประชานิยม เมืองไทยใช้นโยบายประชานิยมแบบเลวร้ายคล้ายในอาร์เจนตินามากว่า 11 ปีและมีแนวโน้มทุกอย่างไม่ต่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาร์เจนตินาซึ่งพัฒนาแบบล้มลุกคลุกคลานมานานหลังนโยบายเลวร้ายนั้นทำให้ล้มละลายเมื่อปี 2499 ประเด็นนี้คงเป็นที่รู้กันอยู่แล้วจึงจะไม่นำมาเล่าอีก (หากยังไม่แน่ใจอาจไปอ่านหนังสือชื่อ “ประชานิยม : ทางสู่ความหายนะ”)
ฟิลิปปินส์ต่างกับอาร์เจนตินาในแง่ที่มิได้ใช้นโยบายประชานิยม การล้มลุกคลุกคลานจนถูกตราว่าเป็น “คนง่อยแห่งเอเชีย” เกิดจากความฉ้อฉลจนถึงขั้นทำลายแก่นของเศรษฐกิจและสังคมโดยเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส คงจำกันได้ว่า ย้อนไปในสมัยมาร์กอสเรืองอำนาจ ไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย สิงคโปร์และมาเลเซียต่างมีรัฐบาลเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการและพยายามเร่งรัดพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน ผู้นำรัฐบาลส่วนใหญ่ฉ้อฉลจนเป็นที่ประจักษ์ แต่ความฉ้อฉลนั้นเป็นเสมือนการและเล็มกินเพียงเปลือกนอกของเศรษฐกิจยกเว้นรัฐบาลที่มีมาร์กอสเป็นผู้นำ
มาร์กอสและญาติมิตรเข้าไปควบคุมเศรษฐกิจเกือบหมด ในตอนนั้น ภาคที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจและสังคมของฟิลิปปินส์คือมะพร้าวซึ่งปลูกอยู่ตามเกาะราว 7,000 เกาะทั่วประเทศ ชาวสวนมะพร้าวเป็นเกษตรกรจำนวนมากที่มีสวนขนาดเล็กกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มะพร้าวเป็นสินค้าสำคัญอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์ซึ่งส่งออกมะพร้าวมากที่สุดในโลก การผลิตและการค้ามะพร้าวเป็นกิจการของภาคเอกชน
มาร์กอสเห็นโอกาสทำเงินได้อย่างง่ายดายจึงเข้าไปควบคุมโดยการก่อตั้งองค์กรขึ้นมาค้ามะพร้าวและออกกฎหมายบังคับให้ชาวสวนต้องขายมะพร้าวให้แก่องค์กรนั้น มาร์กอสและพรรคพวกร่ำรวยมหาศาลแต่การผลิตมะพร้าวซบเซาลงอย่างรวดเร็วจนฟิลิปปินส์เสียตำแหน่งผู้ส่งออกมะพร้าวหมายเลขหนึ่งของโลกและชาวสวนมะพร้าวยากจนลงมาก การทำลายภาคการผลิตและการค้ามะพร้าวมีค่าเท่ากับการเข้าไปทำลายแก่นของเศรษฐกิจและสังคมฟิลิปปินส์ แม้มาร์กอสจะถูกประชาชนขับไล่ออกไปในปี 2529 แต่การครองอำนาจอยู่นานถึง 21 ปีที่เต็มไปด้วยความฉ้อฉลส่งผลให้ฟิลิปปินส์ต้องล้มลุกคลุกคลานมานาน
ออสเตรเลียต่างกับฟิลิปปินส์และอาร์เจนตินาอย่างมีนัยสำคัญในด้านที่มีความก้าวหน้ามากกว่าจนนับว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ย้อนไปกว่าร้อยปี ออสเตรเลียมีอุตสาหกรรมเลี้ยงแกะขนาดใหญ่ส่งผลให้เป็นผู้ผลิตขนแกะที่ใหญ่ที่สุดในโลกและขนแกะเป็นสินค้าส่งออกหมายเลขหนึ่งของประเทศ การผลิตและการค้าขนแกะเป็นไปตามกลไกของตลาดเสรีโดยมีภาคเอกชนเป็นหัวจักรขับเคลื่อน กิจการดำเนินไปกว่าร้อยปีซึ่งก็มีปัญหาอยู่บ้างเกี่ยวกับการผันผวนของราคาอันเป็นลักษณะเฉพาะของสินค้าเกษตรในระบบตลาดเสรี กระทั่งปี 2516 รัฐบาลจึงสนับสนุนให้ตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อจัดซื้อขนแกะด้วยราคาสูงกว่าตลาดโลกและกักตุนขนแกะไว้ในโกดัง รัฐบาลหวังว่าการกระทำเช่นนั้นจะสามารถระงับปัญหาความผันผวนของราคาภายในพร้อมกับกดกันให้ราคาในตลาดโลกสูงกว่าราคาในประเทศได้
การกระทำเช่นนั้นก่อให้เกิดการผูกขาดการซื้อขายขนแกะและเป็นการหักดิบระบบตลาดเสรี หลังจากดำเนินกิจการไปได้ 18 ปีโครงการก็พังครืนลงส่งผลให้ขาดทุนถึงราว 9 พันล้านดอลลาร์อันเป็นการขาดทุนที่ใหญ่ที่สุดทั้งในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลียและประวัติศาสตร์ของการประกันราคาสินค้าเกษตรทั่วโลก ในปีที่โครงการล้มครืนลงมา ออสเตรเลียมีขนแกะที่ขายไม่ได้อยู่ในโกดังถึงเกือบ 5 ล้านฟ่อนซึ่งหากนำมาเรียงกันจะได้จากนครซิดนีย์ทางตะวันออกของทวีปไปถึงเมืองเพิร์ตทางฝั่งตะวันตกแล้วย้อนกลับมาได้อีกถึงครึ่งทาง หลังจากนั้นมา อุตสาหกรรมผลิตขนแกะก็ตกต่ำจนในขณะนี้มีผลผลิตราว 30% ของเมื่อครั้งก่อนและเป็นเพียงหมายเลข 24 ของสินค้าออกของประเทศเท่านั้น (ผู้สนใจในรายละเอียดของอุตสาหกรรมขนแกะและประเด็นนี้อาจไปอ่านหนังสือเรื่อง Breaking the Sheep’s Back : The Shocking True Story of the Decline and Fall of the Australian Wool Industry เขียนโดย Charles Massy)
การรับจำนำข้าวของไทยมีส่วนคล้ายโครงการซื้อขนแกะของออสเตรเลียมากกว่าโครงการค้ามะพร้าวของฟิลิปปินส์ แต่ผลเสียของโครงการรับจำนำข้าวหากทำต่อไปน่าจะร้ายแรงมากกว่าของสองประเทศนั้น ทั้งนี้เพราะมันเป็นนโยบายประชานิยมที่มีตัวอย่างในการสร้างความเสียหายร้ายแรงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วในอาร์เจนตินา นอกจากนั้น ข้อมูลที่ปรากฏในบทความในหนังสือพิมพ์นี้บ่งชี้ว่าโครงการนี้กำลังมีความฉ้อฉลสูงมากซึ่งโครงการของออสเตรเลียไม่มี ยิ่งกว่านั้น ข้าวต่างกับมะพร้าวและขนแกะในด้านสำคัญยิ่ง นั่นคือ มันเป็นอาหารหลักของคนไทย นั่นหมายความว่าเมื่อปัญหาเกิดขึ้น คนไทยอาจขาดอาหารจนถึงขั้นก่อจลาจล เหตุการณ์อาจไม่บานปลายไปถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ควรประมาทกับเรื่องที่อาจคาดไม่ถึง
ทางออกที่เหมาะสมได้แก่การยุติโครงการนี้ก่อนที่มันจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวง






