ยังมองพักฐานหลัง 3 ม.ค. จาก Debt Ceiling ที่รออยู่ น่าขายในกรอบ 1,420 (+/-10) จุด
SET View
แนวโน้ม SET วันนี้ เรายังคงมองว่าตลาดหุ้นไทยหลังวันที่ 3 ม.ค.2556 ที่สมาชิกสภาคองเกรสชุดใหม่จะเข้าทำหน้าที่เป็นครั้งแรกยังคงมีความเสี่ยงในการพักตัวลงอีกครั้ง แม้ว่าประเด็น Fiscal Cliff จะได้รับการแก้ปัญหาไปแล้วส่วนหนึ่ง หรือ Multistage Fix ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรการภาษี โดยเฉพาะ Bush Tax Cut และสวัสดิการสังคม ขณะที่ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน คือการลดการใช้จ่ายของรัฐบาล ที่ทั้ง 2 สภาของสหรัฐมีมติเลื่อนออกไปอีก 2 เดือน เพื่อไปรอพิจารณาพร้อมการขยายเพดานหนี้ (Debt Ceiling) ที่ปัจจุบันชนเพดานแล้วที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ความเสี่ยงต่อไปที่จะเข้ามากดดัน SET หลัง 3 ม.ค.2556 ก็คือถ้าการเจรจาเพื่อขยายเพดานหนี้ไม่ได้ข้อสรุปภายในกลาง ก.พ.2556 ก็จะส่งให้เมื่อถึง 1 มี.ค.2556 รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องลดการใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ (Automatic Spending Cut) ทันที 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสการผิดนัดชำระหนี้ (Default) บางส่วน และโอกาสในการถูกปรับลด Credit Rating ด้วย ขณะที่ปัจจัยกดดันในประเทศจะอยู่ที่ปัจจัยทางฤดูกาล (Seasonality) ที่พบว่าในช่วง 5 ปี (ปี 2550-2554) ที่ SET ใน ธ.ค. ปรับตัวขึ้นทุกปีเฉลี่ย 5.1% จะตามมาด้วยการปรับตัวลงใน ม.ค. ของปีถัดมาเฉลี่ย 3.5% (ปี 2551-2555) หรือคิดเป็นระดับ Reversal Magnitude ราว 67.8% ดังนั้นการที่ SET ใน ธ.ค.2555 ปรับตัวขึ้นมา 6.2% ในทางสถิติมีความเป็นไปได้ที่ SET อาจปรับตัวลงได้จากปัจจัยทางฤดูกาลราว 4.2% ใน ม.ค.2556 โดยมีแรงขายบางส่วนจากกองทุน LTF ที่ครบอายุ 5 ปี ณ สิ้นปี 2555 ราว 1.5-2.0 หมื่นล้านบาทออกมากดดัน
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ “ทยอยขายทำกำไร” ในกรอบ 1,402-1,420 จุดของ SET เพื่อถือเงินสดไปรอซื้อเมื่อ SET ปรับตัวลงมาในกรอบ 1,360-1,320 จุด โดยเน้นลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยเฉพาะตัวแข็งแกร่ง หรือกลุ่ม “CHIC Star” ได้แก่ CK, ROJNA, SAT, STANLY, TCAP, SIRI, TUF, MFEC, BCH ขณะที่หุ้นในกลุ่ม Cyclical Play เราเลือกเพียง TOP, THAI






