ขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทได้ปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ครบรอบ 1 ปีไปเมื่อ 17 กันยายนปีที่ผ่านมา วาระ 1 ปีนี้
ผู้เขียนจะลองรวบรวมความคิดเห็นจากแหล่งต่างๆ ดูว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทส่งผลกระทบในด้านใด และผลกระทบนี้จะมีโมเมนตัมไปในทิศทางไหนในขณะนี้
Frank Luntz ที่ปรึกษาทางด้านยุทธศาสตร์ทางการเมืองคนสำคัญของพรรครีพับลิกันได้กล่าวไว้ 2 เดือนหลังจากเกิดการรวมตัวของขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทที่สวนสาธารณะซุคคอตติในปี 2011 ว่า เขาหวาดเกรงต่อการก่อตัวขึ้นของขบวนการต่อต้านวอลล์สตรีท เนื่องจากการเกิดขึ้นของขบวนการนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความคิดของชาวอเมริกันที่มีต่อระบบทุนนิยม
ความกังวลของ Luntz ในเรื่อง “ความคิดของชาวอเมริกันที่มีต่อระบบทุนนิยม” ไม่ได้เป็นเพียงความวิตกกังวลที่เลื่อนลอย เนื่องจากขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความรู้สึกนึกคิดของชาวอเมริกันในแง่ที่ทำให้ ระบบทุนนิยมได้สูญเสียความชอบธรรมลงไป แน่นอนว่าระบบดังกล่าวนี้หมายถึงระบบทุนนิยมที่มีรากฐานบนแนวคิดเสรีนิยมใหม่ที่เรารู้จักกันในนามของ “นีโอลิเบอรัล” ที่ทรงอิทธิพลมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970 จนได้ขยายอิทธิพลไปสู่องค์กรโลกบาลอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และ GATT ไล่เรียงมาจนมาถึงองค์กรการค้าโลก ผ่านแนวนโยบายต่างๆ ตามแนวทางฉันทามติวอชิงตัน ของจอห์น วิลเลียมสัน
ขณะที่การเคลื่อนไหวของขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทในปีที่ผ่านมาได้พุ่งเป้าไปที่การเผชิญหน้ากับระบบทุนนิยมโลกผ่านการสร้างความเข้าใจให้กับผู้คนและสาธารณชนถึงการทำงานอย่างเป็นระบบของตัวแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องและโยงใยกับทุนนิยมโลกด้วยธีม การยึดครองระบบ (Occupy the System)
รายงานของ GlobeScan ซึ่งเป็นสถาบันที่สำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนที่มีชื่อเสียง พบว่าในปี 2002 นั้น 4 ใน 5 ของชาวอเมริกันหรือร้อยละ 80 ของชาวอเมริกันเห็นว่าตลาดเสรีหรือระบบทุนนิยมเสรีเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของพวกเขา และนี่นับเป็นสัดส่วนเสียงสนับสนุนที่สูงที่สุดในการสำรวจทัศนคติของผู้คนในระดับประเทศ แต่เสียงสนับสนุนดังกล่าวนี้ได้ลดลงตั้งแต่ปลายปี 2008 เมื่อเกิดวิกฤติซับไพร์ม และได้ลดลงอย่างต่อเนื่องนับเนื่องจากนั้น กล่าวคือ ในปี 2010 มีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 59 หรือมีชาวอเมริกันเพียง 2 ใน 3 คนเท่านั้นที่ยังคงเห็นว่าตลาดเสรีเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของพวกเขา ไล่เรียงมาจนถึงปี 2012 จำนวนดังกล่าวน่าจะลดน้อยลงไปอีก
เพราะเหตุใดความคิดเห็นของสาธารณชนในประเด็นความเชื่อมั่นต่อระบบทุนนิยมเสรีนิยมถึงมีความสำคัญ คำกล่าวของ Doug Miller ประธานของ GlobeScan สามารถสะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญนี้ เขากล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งสุดท้ายที่เราคาดหวังว่าจะเห็นการลดลงของความเชื่อมั่นในระบบทุนนิยมเสรีนิยม ดังนั้นถ้าความเชื่อมั่นดังกล่าวลดน้อยลง นั่นก็ไม่น่าจะเป็นข่าวที่ดีนักสำหรับธุรกิจ และแน่นอนว่า นี่ก็คงไม่ใช่ข่าวที่ดีนักสำหรับสหรัฐอเมริกา
ความเชื่อมั่นที่ลดน้อยลงของชาวอเมริกันที่มีต่อทุนนิยมเสรีนิยม (ใหม่) นั้นยังคงเกาะเกี่ยวอย่างเหนียวแน่นกับแกนกลางการเคลื่อนไหวของขบวนการยึดครองวอลล์สตรีท ซึ่งก็คือ ความไม่เท่าเทียมกัน ที่นักเศรษฐศาสตร์มักกล่าวถึงว่าคือ ความยากจนแบบสัมพัทธ์ แต่ความไม่เท่าเทียมกันที่ว่านี้มีรูปลักษณ์และ แนวโน้มไปในทางใดในปีที่ผ่านมา
ปี 2012 ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลได้รายงานว่า บรรษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกามีผลกำไรมากกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อเทียบกับก่อนวิกฤติซับไพร์ม แต่ปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งจนน่าประหลาดใจก็คือ บรรษัทเหล่านี้กลับจ่ายภาษีจากผลกำไรในระดับที่ต่ำกว่าที่เคยเป็นมาในช่วง 40 ปี กล่าวคือรัฐบาลอเมริกันมีรายได้จากภาษีที่เก็บได้จากบรรษัทเพียง 186.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาเทียบกับสัดส่วนภาษีรายได้ส่วนบุคคลที่อยู่สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางของสังคมอเมริกันกลับมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องมาจากอัตราการว่างงานที่ถีบตัวสูงขึ้นรวมถึงจำนวนของสวัสดิการต่างๆ ที่ลดน้อยลง ทำให้ 1 ใน 2 ของชาวอเมริกันตกไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ
รัฐบาลมีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายถึงร้อยละ 24 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศแต่กลับเก็บรายได้ได้เพียงร้อยละ 15 จากภาษี ซึ่งในจำนวนนี้มาจากภาษีของบรรษัทเพียงร้อยละ 1.5 ดังนั้นช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายภาครัฐจึงมีอยู่ หนทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ก็คือการถมช่องว่างของการขาดดุลนี้ แต่ทางเลือกสำหรับการถมช่องว่างนี้มีอยู่ 2 ทางเลือก ทางเลือกแรกก็คือ การตัดรายจ่ายสาธารณะในด้านต่างๆ ที่รู้จักกันว่าเป็นการรัดเข็มขัด และในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า austerity ทางเลือกนี้ได้รับการขานรับจากพรรคการเมืองต่างๆ และแน่นอนว่ากลุ่มผลประโยชน์ในวอลล์สตรีทก็สนับสนุนทางเลือกนี้ แต่ทางเลือกนี้เป็นการผลักภาระไปสู่คนส่วนใหญ่อันได้แก่คนร้อยละ 99 อีกทางเลือกก็คือ การเพิ่มอัตราภาษีโดยเฉพาะภาษีจากกำไรที่ได้จากการประกอบการของบรรษัทต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าทางเลือกนี้ไม่เป็นที่ต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ในวอลล์สตรีทอันเป็นกลุ่มคนร้อยละ 1 และไม่เป็นที่ต้องการของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของกลุ่มนี้
ผลสะเทือนของทางแพร่งของการจัดการทางงบประมาณดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนดังกึกก้องในสหรัฐอเมริกาผ่านข้อถกเถียงเรื่องหน้าผาทางการคลัง ผลสะเทือนของทางเลือกของการรัดเข็มขัดจนท้องกิ่วของภาครัฐนี้ส่งผลให้เกิดการเดินขบวนประท้วงที่เลยเถิดไปจนก่อให้เกิดการจลาจลของผู้คนและแรงงานในหลายประเทศของยุโรปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในสเปน และโปรตุเกส
Michael Zweig ตัวแทนของกลุ่มแรงงานต่อต้านสงครามยกประเด็นที่น่าสนใจอันสืบเนื่องจากงบประมาณว่า งบประมาณภาครัฐไม่ได้เป็นเพียงการพิจารณาทางคณิตศาสตร์เช่นการบวกลบว่าใครจ่ายไปเท่าไรและใครควรจะได้รับเท่าไร แต่งบประมาณเป็นเรื่องของการคิดคำนวณทางศีลธรรม (moral arithmetic) และสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่สังคมเลือก
ในขณะที่รัฐบาลและกลุ่มคนร้อยละ 1 เลือกที่จะรัดเข็มขัดจนท้องกิ่วประหนึ่งว่านี่เป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ แต่กลุ่มคนร้อยละ 99 ที่ได้รับผลกระทบจากการรัดเข็มขัดนี้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามและชี้ให้เห็นว่า ยังมีทางเลือกอื่น แต่ทางเลือกที่เหลืออยู่นั้นกลุ่มคนที่มั่งคั่งร้อยละ 1 จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การเพิ่มขึ้นของภาษีจากผลกำไรของบรรษัท ประเด็นหลักคือ ใครจะเป็นผู้จ่ายสำหรับทางเลือกที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นคนร้อยละ 99 ที่จะต้องยอมรัดเข็มขัดจนท้องกิ่ว หรือจะเป็นคนร้อยละ 1 ที่จะยอมตัดก้อนเค้กของความมั่งคั่งที่มีอยู่ให้เล็กลง
1 ปีขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทได้ผ่านพ้นไปแล้ว การเรียกร้องของตัวแทนของคนร้อยละ 99 ยังคงเดินหน้าต่อไป คำถามเรื่องการจัดสรรปันส่วนผลพวงของความมั่งคั่งยังคงดำรงอยู่ ภาพสะท้อนนี้ส่งผ่านไปที่ทางแพร่งของการจัดการงบประมาณของรัฐ









