วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

งานวิจัยและพัฒนาจะช่วยประเทศไทยก้าวข้าม “กับดัก” ได้อย่างไร

ความวิตกกังวลเรื่อง “กับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีนี้

จากการที่สถาบันไอเอ็มดี (IMD : International Institute for Management Development) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 59 ประเทศทั่วโลก ในปี 2555 ไอเอ็มดีชี้ว่าประเทศไทยได้อันดับที่ 30 ซึ่งเป็นการตกจากอันดับที่ 26 ในปี 2553 และอันดับที่ 27 ในปี 2554 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียด้วยกันมีอันดับดีกว่า เช่น ฮ่องกงได้เป็นอันดับ 1 สิงคโปร์อันดับ 4 ไต้หวันอันดับ 7 มาเลเซียอันดับ 14 เกาหลีอันดับ 22 ญี่ปุ่นอันดับ 27 โดยไทยได้อันดับดีกว่าอีกสองประเทศเท่านั้น คือ อินโดนีเซียได้อันดับ 42 และฟิลิปปินส์ได้อันดับ 43 ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจสำหรับคนไทยเลย ประเทศที่เคยเป็นคู่แข่งของไทย เช่น ไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย ก็หลุดกลุ่มขึ้นไปอยู่คนละลีกกับไทยเรียบร้อยแล้ว

ตัวชี้วัดที่ไอเอ็มดีใช้ ประกอบด้วย สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ไทยได้อันดับที่ 15 ประสิทธิภาพของภาครัฐ ไทยได้อันดับที่ 26 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ไทยได้อันดับที่ 23 และโครงสร้างพื้นฐาน ไทยได้อันดับที่ 49 ซึ่งกลายเป็นตัวฉุดที่สำคัญ หากดูรายละเอียดในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจะมีกลุ่มตัวชี้วัด คือ โครงสร้างพื้นฐานทั่วไป (basic infrastructure) ไทยได้อันดับที่ 26 โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (technology infrastructure) ไทยได้อันดับที่ 50 โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (scientific infrastructure) ไทยได้อันดับที่ 40 สุขภาพและสิ่งแวดล้อม (health and environment) ไทยได้อันดับที่ 52 และการศึกษา (education) ไทยได้อันดับที่ 52 เช่นกัน ในกลุ่มของโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จะมีตัวชี้วัดที่น่าสนใจสองตัว คือ ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศ หรือ GDP ซึ่งประเทศไทยได้อันดับที่ 53 และจำนวนบุคลากรด้านวิจัยต่อประชากร ซึ่งประเทศไทยได้อันดับที่ 45 จาก 59 ประเทศ

ปี 2554 ประเทศไทยได้รับการยกระดับขึ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางกลุ่มล่าง (lower middle income countries) มาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางกลุ่มบน (upper middle income countries) การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (middle-income trap) ไม่สามารถก้าวข้ามไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ เนื่องจากไม่สามารถสร้าง หรือพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นของตนเอง ทำให้ไม่สามารถสร้างสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือเพิ่มมูลค่าสินค้า หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้า ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีแรงงานถูกกว่าได้ด้วย การซื้อเทคโนโลยีของต่างชาตินั้นสามารถทำได้เพียงจุดจุดหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อถึงจุดที่เราขยับตัวสูงขึ้นจนเป็นคู่แข่ง เขาอาจจะไม่ขายให้หรือขายให้ในราคาแพง

การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หรือจะเพิ่มอันดับความสามารถในการแข่งขันได้ จำเป็นที่จะต้องเพิ่มกิจกรรมทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ประเทศสามารถสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเองได้ การเพิ่มกิจกรรมดังกล่าวต้องการบุคลากรและงบประมาณสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยจัดสรรงบประมาณวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีที่ระดับต่ำมาก คือ ประมาณ 0.2% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 1% สำหรับประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น จะมีงบประมาณวิจัยและพัฒนา 2-5% ของจีดีพี ในส่วนของบุคลากรด้านวิจัยนั้นประเทศไทยมีประมาณ 9 คนต่อประชากรหมื่นคน ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 25 คน โดยประเทศเกาหลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่นจะมีนักวิจัยมากกว่า 60 คนต่อประชากรหมื่นคน จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจำเป็นจะต้องเพิ่มตัวชี้วัดสองตัวนี้ให้สูงขึ้นในระดับมาก

ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่น่าคิด คือ อุตสาหกรรมในประเทศไทย 99.8% เป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ทำให้มีการจ้างงานมากกว่า และมีศักยภาพในการปรับตัวหรือเตรียมพร้อมต่ำกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ก็เช่นกัน อุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะสามารถปรับตัวหรือเตรียมพร้อมได้ดีกว่า ที่สำคัญเอสเอ็มอีไม่สามารถลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาได้เอง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 ให้ดำเนินการ “โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม” (พวอ.) เพื่อสร้างนักวิจัยระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอก โดยนักศึกษาต้องทำวิจัยจากโจทย์ของอุตสาหกรรม โครงการนี้มีระยะเวลา 15 ปี รวมนักวิจัยที่จะเกิดขึ้น 11,400 คนในระดับปริญญาโท และ 10,500 คนในระดับปริญญาเอก รวมทั้งจะมีผลงานวิจัยที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมอีก 1,050 โครงการ สกว.กำลังเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2556 โดยในปีแรกจะเริ่มรับนักศึกษาระดับปริญญาโท 200 คน และระดับปริญญาเอก 100 คน ซึ่งจะช่วยเพิ่มนักวิจัยที่ยังคลาดแคลนอยู่มาก และจะช่วยสร้างผลงานวิจัยที่ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อช่วยยกระดับของอุตสาหกรรมให้ใช้ความรู้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอี ภาคอุตสาหกรรมก็จะมีโอกาสได้นักวิจัยไปช่วยพัฒนา ช่วยสร้างผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่เป็นของตนเอง เป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นด้วย

งานนี้แม้จะท้าทาย แต่โดยลำพังของ สกว. ก็ไม่ง่าย ในยามนี้จึงหวังความช่วยเหลือจากรัฐในมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนวิจัยร่วมของภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมหันมาสนใจ และร่วมนำพาประเทศชาติให้สามารถก้าวข้าม “กับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” และก้าวทันประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้วได้