คนบางกลุ่มมีพื้นที่ และการดำรงอยู่แค่เพียงเป็นผู้ถูกใช้ เป็นเสมือนเครื่องจักรไม่มีชีวิต ไม่ได้รับโอกาส ผลตอบแทนหรือคุณค่า
ถ้าจำได้ สามสี่ปีที่แล้ว “บารัค โอบามา” ชูจุดขายเรื่อง “Change” กุมหัวใจคนอเมริกัน ทำให้สังคมตื่นตัว ก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนที่ 44 ของประเทศ
มาครั้งนี้ นักวิเคราะห์พูดเสียงคล้ายกัน ผลงานดูกระท่อนกระแท่น วิธีแก้เศรษฐกิจก็ไม่เข้าตา มีคนตกงานกันเพียบ จะมีเพียงการสังหารบินลาเดนเท่านั้นที่เขายกเป็นความสำเร็จ กะจะไปจุดกระแสโหมโรงต่อ
เขาจะได้รับการเลือกตั้งอีกหรือไม่ คงต้องจับตาดูต่อไป แต่ก็มิใช่ประเด็นของการคุยกันในวันนี้
เหตุที่ผมยกขึ้นมา ก็เพราะบุรุษผู้นี้เคยได้รับการยกย่องให้เป็นคนผิวสีที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ ที่พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นว่าความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ ไม่ใช่อุปสรรคของการก้าวสู่จุดสุงสุด
แต่กระนั้น ผมก็เชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่หลงเข้าใจผิด คิดว่าเขาคือชายผิวสีที่เป็นผู้นำคนแรกของชาวมะกัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงบันทึกไว้ว่าประเทศนี้ มีผู้นำชาวผิวสีมาแล้วหลายคน
เท่าที่ศึกษา ผมพบว่า “John Hanson” คือประธานาธิบดีคนแรกที่ครองอำนาจในปี 1781-1782 และหลังจากนั้น ก็มีตามมาอีกเป็นระลอก อย่าง “Abraham Lincoln” ผู้นำคนที่ 16 ที่มีภูมิหลัง เลือดผสมเอธิโอเปียกับแอฟริกันอเมริกัน และมีความโดดเด่น เพราะได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของการเลิกทาสของโลก
ใครที่ได้ติดตามประวัติศาสตร์ ย่อมรู้ดีว่า ยุคสมัยหนึ่งการเหยียดผิวเป็นปัญหาเรี้อรังของโลกตะวันตก ด้วยมนุษย์สมัยนั้นสำคัญตัวเองผิด ขีดเส้นแบ่งความเหนือกว่า เพียงเพราะชาติพันธุ์ และการมีสีผิวที่แตกต่าง
เท่านั้นยังไม่พอ กลุ่มคนพวกนี้ ยังตอกลิ่มความอยุติธรรมด้วยการกดขี่ข่มเหง กระทำทารุณกรรม และศักดิ์ศรีของคนอื่นอย่างไร้มนุษยธรรม
กว่าจะแก้เรื่องนี้ได้ ก็ต้องผ่านสมรภูมิการต่อสู้อย่างหนัก ด้วยทัศนคตินี้ฝังลึกเป็นรากเหง้ามานาน และอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ทุกครั้งที่คนผิวสีได้รับการยกย่อง สร้างชื่อ ก็จะมีผู้ให้ความสนใจ เป็นข่าวมาโดยตลอด
ล่าสุด ไม่กี่เดือนมานี้ในแวดวงซีอีโอ ชายผิวสี ก็ขึ้นเป็นข่าวดังอีกครั้ง เมื่อ “Don Thompson” เลือดผสมอาฟริกัน -อเมริกันได้รับการแต่งตั้งให้เป็น President and CEO ของ McDonald’s ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์สู่การเป็น “The world’s best quick service restaurant” ต่อจากซีอีโอคนก่อน
คุณ “Don” ไม่ขี้เหร่เลย ถือว่าเป็นคนเก่าแก่ ที่สั่งสมบารมี และประสบการณ์เพียบ ตลอด 22 ปีที่อยู่ที่ McDonald’s เขาผ่านตำแหน่งสูงๆ รวมถึงได้ดูแล Operation ในฐานะ “COO” ที่เป็นระบบใหญ่มาแล้ว
เขายังมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้ฟาสต์ฟูดเติบโต ฟันฝ่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และได้รับรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมาย อย่าง Corporate Executive of the Year ปี 2007 จากนิตยสาร Black Enterprise หรือ Corporate Award ปี 2010 จาก Executive Leadership Council
การขึ้นมาครั้งนี้ ทำให้ “The Fortune 500” บันทึกให้เขาเป็นชายผิวสีคนล่าสุดจากเพียงสิบสามคน ที่ได้รับโอกาส ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในฐานะซีอีโอขององค์กร 500 แห่ง
คนที่ได้ศึกษาเรื่องนี้เพิ่มขึ้น จะพบต่อว่าความเหลื่อมล้ำทางสีผิว และเชื้อชาติ ไม่เพียงจะเป็นปัญหาในสังคม แต่ยังลุกลามไปในระดับองค์กร ด้วยชาติพันธุ์ต่างๆ มีอยู่สูงทั้งชาวผิวขาว คนผิวสี อเมริกันฮิสแปนิก ไชนีสคอมมูนิตี้ ลิตเติ้ลอินเดีย และอีกสารพัด
งานวิจัยพบว่า คนบางกลุ่มมีพื้นที่และการดำรงอยู่แค่เพียงเป็นผู้ถูกใช้ เป็นเสมือนเครื่องจักรไม่มีชีวิต ไม่ได้รับโอกาส ผลตอบแทนหรือคุณค่า ศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับคนอีกบางกลุ่ม
ถึงขนาดที่ว่า บางทีในใบสมัคร หากต้องมีการระบุเชื้อชาติ ก็ไม่ได้รับการคัดเลือกให้ไปสัมภาษณ์ด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นหน้าค่าตามาก่อน
ฝรั่งมีคำๆ หนึ่ง และเอามาใช้ในตำรา HR รวมเรียก “Ethnicity” หรือการให้ความสำคัญกับความแตกต่างของเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ที่หล่อหลอมให้มีสำเนียงพูด วิธีคิด ทัศนคติ หรือวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน
นักทฤษฏีบอกนี่คือความท้าทาย ที่ต้องบริหารจัดการให้ทุกๆ คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ต้องเกื้อกูลเพื่อประโยชน์องค์กร
และที่สำคัญ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ให้เกียรติ และเคารพศักดิ์ศรี คุณค่าของความเป็นมนุษย์
ในเรื่องนี้ บ้านเราอาจไม่เห็นเด่นชัด แต่ก็มิใช่ต้องถูกละเลย มองข้าม ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว
ผมว่าอีกไม่ช้าไม่นาน “AEC” ก็กำลังคืบคลานมาถึง และนั่นก็หมายความว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี จะเป็นประเด็นที่ประชาคมอาเซียนจับตามองอยู่
แม้ขณะนี้ จะมีการนำร่องศึกษาเฉพาะเจ็ดสาขาวิชาชีพหลัก อย่างวิศวกร สถาปนิก แพทย์ นักบัญชี ระยะยาวผมมองว่า การผสมกลมกลืน ระหว่างคนทั้งภูมิภาคจะมีมากขึ้น ครอบคลุมแรงงานภาคบริการหรืออื่นๆ
ภาพที่เคยเห็นเฉพาะตำแหน่งซีอีโอ หรือผู้บริหาร ที่มาจากต่างชาติ หรือที่เราเรียกติดปากว่า กลุ่ม “Expatriate” อาจขยายไปสู่ระดับเล็กๆ เป็นกลุ่มคนทำงานมากขึ้น
เมื่อนั้น HR ก็คงต้องเปลี่ยนแปลง กลไกการบริหารจัดการในองค์กรต้องปรับให้สอดคล้อง ทั้งในแง่ของการให้ความเสมอภาค การดูแลคนพื้นถิ่นไม่ให้ถูกเอาเปรียบ การวางนโยบายเงินเดือนและผลตอบแทน
ผมเดาว่าตอนที่พระเจ้าสร้างโลก ท่านอาจจงใจ เสกให้มนุษย์มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ด้วยต้องการทดสอบให้พวกเราปรับตัว เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ถ้าทำได้ ก็รอด แต่หากไม่ได้ สังคมก็แตกหัก ล่มสลาย โลกก็ถึงกับกาลปวสาน ก็เท่านั้น
น่าคิด น่าท้าทายไม่ใช่เล่น จริงมั๊ยครับ?…






