สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันถูกรุมเร้าจากปัญหาหลายๆ ด้านด้วยกัน
สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันถูกรุมเร้าจากปัญหาหลายๆ ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินโลกที่เกิดจากการบริโภคเกินตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศยังได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก
ฟากฝั่งเอเชียในปัจจุบันก็กำลังเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในระดับภูมิภาค และเริ่มส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุพิพาทล่าสุดระหว่างประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นเรื่องกรรมสิทธิ์ของหมู่เกาะเล็กๆ ในทะเลจีนตะวันออก ที่อาจลุกลามจนส่งผลต่อโครงสร้างทางธุรกิจของทั้งสองประเทศในอนาคต
สำหรับหมู่เกาะต้นเหตุของการพิพาทครั้งนี้มีชื่อว่า “หมู่เกาะเซนกากุ (Senkaku Islands) ในภาษาญี่ปุ่น” หรือ “หมู่เกาะเตียวหยู (Diaoyu Islands) ในภาษาจีน” หมู่เกาะดังกล่าวประกอบไปด้วยทั้งสิ้น 8 เกาะด้วยกัน รวมพื้นที่ประมาณ 7 ตารางกิโลเมตร ซึ่งหากเทียบแล้วมีขนาดใหญ่กว่าเกาะเสม็ดของไทยเพียง 2 ตารางกิโลเมตร ความขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์หมู่เกาะเซนกากุนี้เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว หลังจากจีนและไต้หวัน ต่างประกาศความเป็นเจ้าของในหมู่เกาะดังกล่าวเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม หมู่เกาะดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของภาคเอกชนในญี่ปุ่นเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำการซื้อกรรมสิทธิ์ของหมู่เกาะนี้ด้วยเงิน 2 พันล้านเยน เป็นชนวนเหตุให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ โดยรัฐบาลจีนได้ออกมาประกาศว่า จะไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ทำให้ประเทศจีนต้องเสียพื้นที่อธิปไตย และตอบโต้ด้วยการประกาศไม่เข้าร่วมการประชุมประจำปีระหว่าง IMF และ World Bank ซึ่งญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้
การส่งสัญญาณอย่างแข็งกร้าวของรัฐบาลจีนมาพร้อมกับ เหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเริ่มต้นตั้งแต่การเดินขบวนประท้วงและเรียกร้องให้คว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นทั่วประเทศจีน กำลังส่งผลกระทบระยะสั้นต่อธุรกิจญี่ปุ่นที่ไปเปิดกิจการในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายเสื้อผ้าญี่ปุ่นอย่าง Uniqlo ร้านค้าปลีกเช่น 7-11 ต้องประกาศปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในประเทศจีนจำเป็นต้องปิดโรงงาน หรือทำงานได้เพียง หนึ่งกะเท่านั้น เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและการที่ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ของบริษัทโตโยต้าในจีนทำได้เพียง 50,000 คัน ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีที่ผ่านมา
ในระยะกลางและยาวอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างธุรกิจระหว่างประเทศของญี่ปุ่นและจีนอีกด้วย เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นไปจีนสิ้นปี 2554 อยู่ที่ 1.62 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่น ขณะที่มูลค่าส่งออกของจีนไปญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.47 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 7.7 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของจีน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่สองกลุ่มของญี่ปุ่นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่
1. ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นประมาณ 1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.7 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจีนคาดว่าจะได้รับความเสียหายไม่แพ้ญี่ปุ่น เพราะในปีที่มีผ่านมามีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางไปท่องเที่ยวในจีนสูงถึง 3.6 ล้านคน
2. ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ โดย 7 เดือนแรกของปี 2555 มูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจากญี่ปุ่นไปจีนคิดเป็นมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์สูงถึง 4.8 พันล้านดอลลาร์
หากข้อพิพาทยังยืดเยื้อ อาจส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในจีนจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมกระทบต่อทั้งสองประเทศ แม้ว่าการย้ายฐานการผลิตอย่างกระทันอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่หากจำเป็นต้องทำก็เชื่อว่า ภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นอาจเผชิญปัญหาด้านเงินลงทุนในการสร้างโรงงานใหม่และฝึกฝนแรงงาน และยังไม่ความเสี่ยงในด้านสินค้าไม่พอจำหน่ายอีกด้วย ส่วนประเทศจีนนั้นจะได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่หายไปและการถ่ายทอดเทคโนโลยีซึ่งญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศชั้นนำในด้านนี้
ตัวแปรที่สำคัญในการยุติข้อพิพาทในคราวนี้อยู่ที่ผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ซึ่งอยู่ในช่วงถ่ายโอนอำนาจทั้งสองประเทศ โดยจีนจะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำในช่วงต้นปี 2556 ในขณะที่ญี่ปุ่นจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปีนี้ จากผลสำรวจคาดว่า พรรคฝ่ายค้านอย่าง LDP มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งนายอาเบะ ชินโซ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำของพรรค LDP ได้ชูนโยบายชาตินิยมในการหาเสียง นั่นอาจทำให้ทางออกในการประนีประนอมสำหรับข้อพิพาทดังกล่าวมีความยากลำบากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจทำให้การยุติข้อพิพาทต้องยืดเยื้อออกไป คือ ข้อสันนิษฐานที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ล่าสุดว่า ใต้หมู่เกาะขนาด 7 ตารางกิโลเมตรนี้อาจจะมีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลแฝงอยู่ ซึ่งจากประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ หากมีเรื่องพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ความขัดแย้งมักไม่จบง่ายๆ และพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ด้านการลงทุนนั้น ดิฉันเห็นว่า ระยะสั้นตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่นคงไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้มากนัก เพราะทั้งสองประเทศต่างก็มีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนที่ถูกกดดันจากเศรษฐกิจซึ่งยังหาจุดต่ำสุดไม่เจอ และสถาบันการเงินที่กำลังเผชิญความเสี่ยงเรื่องหนี้เสียและฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์
ส่วนการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้น นักลงทุนและนักวิเคราะห์จำเป็นต้องศึกษาว่า หุ้นตัวใดที่อาจถูกกระทบจากเรื่องดังกล่าวซึ่งไม่จำกัดอยู่เพียงหุ้นบริษัทจีนหรือญี่ปุ่น แต่อาจขยายไปยังบริษัทประเทศอื่นที่มี Supply Chain เชื่อมโยงกันหรือเป็นคู่แข่งกัน เหมือนกรณีน้ำท่วมในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ส่งผลต่อบริษัททั่วโลกที่มี supply chain ผูกกันอยู่ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์และคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์
แม้ความขัดแย้งดังกล่าวอาจกระทบต่อธุรกิจของทั้งสองประเทศและกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสของประเทศอื่นๆ ที่จะดึงดูดนักลงทุนญี่ปุ่นให้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีโอกาสนั้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความพร้อมของไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบป้องกันภัยธรรมชาติ ซึ่งดิฉันก็มีความคาดหวังและเชื่อมั่นว่า ขอเพียงให้รัฐบาลไทยมีความชัดเจนในการดำเนินตามนโยบายที่ประกาศไว้ ประเทศไทยจะสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ เพราะผู้ประกอบการไทยพิสูจน์แล้วว่า เก่งไม่แพ้ชาติไหนในโลก









