วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยถากรรมการศึกษาไทย

เดือนก่อนหน้านี้ ผมตั้งใจจะเขียนเรื่อง “การศึกษา” ทั้งนี้จากข่าวใน นสพ.เดลินิวส์ ที่รายงานว่า ที่ผ่านมา ไทยได้ทุ่มเงินเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า แต่คุณภาพการศึกษากลับตกต่ำลงห้าเท่า
 

พูดง่ายๆ เท่ากับ งานการศึกษาไทย ถอยหลังหรือขาดทุนและเสียหาย หลายต่อ ถือเป็นเรื่องหนัก และสำคัญยิ่งกว่า คุณภาพนักการเมืองไทย กับ ประสิทธิผลของเศรษฐกิจ หรือ การส่งออกที่แย่ลงเรื่อยๆ กับอาชญากรรม หรือการตกต่ำทางสังคม ซึ่งเลวร้ายอย่างไรก็ไม่น่าห่วงเท่ากับปัญหาการศึกษาที่ตกต่ำมาทุกสมัย ไม่เว้นรัฐบาลใดๆ ต่างก็ไม่มีความเข้าใจหรือมีฝีมือที่จะมาแก้ปัญหาสำคัญนี้
 

แล้วอยู่ๆ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ก็ปรากฏ รายงานข่าวว่า รมต.ศึกษาฯ ที่หลายคนบอกว่าเป็นคนมีปัญหา ได้แต่งตั้งกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ 3 คน รายชื่อมี นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ คุณธิดา ถาวรเศรษฐ และ วรพล พรหมมิกบุตร คนแรกและคนหลังเป็นอาจารย์จากธรรมศาสตร์ กลุ่มนิติราษฎร์ที่เป็นกลุ่มการเมือง ในมหาวิทยาลัย นัยว่า อิงอยู่กับเสื้อแดงและสงสัยกันว่า รมต.ศึกษาฯ จะถูกแจ้งให้ต้องแต่งตั้งตามคำสั่งของผู้ใหญ่ในรัฐบาล โดยไม่มีสิทธิจะเลี่ยงตามคำสั่งของคนพรรคเพื่อไทย ในท่ามกลางข่าวจะถูกปลดหรือเปลี่ยนออกจาก รมต.ศึกษาฯ
 

ทำให้คนพรรคประชาธิปัตย์ออกมาร้องว่า ไม่เหมาะสม และ รมต.ควรทบทวน เนื่องจากกลุ่มกรรมการทั้งสามคน กำลังเกิดปัญหายุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยทำการสนับสนุนเสื้อแดงและมีความคิดว่า เป็นกลุ่มที่นิยมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปตามแนวทางของพรรคเพื่อไทย
 

เหตุผลของพรรคประชาธิปัตย์คือ การเป็นกลุ่มนิติราษฎร์ใน มธ. ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการล้มล้างบางอย่าง จึงไม่ควรให้เข้าไปนั่งเป็นกรรมการในสภาการศึกษาแห่งชาติ อันเป็น “กลุ่มนโยบายการพัฒนาการศึกษา” มีพลังที่จะทำให้การศึกษาสร้างคนไปในทางที่ไม่เหมาะสม และเป็นอันตรายต่อประเทศในอนาคต
 

เรื่องนี้ ผมก็เห็นสิ่งผิดปกติเช่นกัน โดยตลอดมามักจะมีการแต่งตั้งมาจากคนที่มีความรู้ ความสามารถกับมีประสบการณ์เข้ามาเป็น เพราะเป็นงานสำคัญระดับวางนโยบายระดับชาติที่จะมีผลต่อคุณภาพของคนในระยะยาวกับอนาคตของประเทศด้วย
 

ต่อกรณีที่รัฐบาลเพื่อไทยตั้งธิดาแดงกับอีก 2 นักวิชาการทางสังคมศาสตร์และนิติศาสตร์นี้ นอกจากความชัดเจนที่การเมืองได้เข้ามาแทรกแซงและสร้างปัญหาในด้านที่จะรุก ล้มและเปลี่ยนแปลงสังคมก็ตาม แต่กระนั้นก็ยังมีปัญหาต้องถามและพิจารณาตรวจสอบก่อนว่า แท้จริงแล้วทั้งสองคนดังกล่าว มีความรู้ทางวิชาการดีเพียงใด มีประสบการณ์ทำงานและการบริการมีขนาดไหน โดยเฉพาะการมีความเป็นอิสระและมีศักดิ์ศรีในด้านวิชาชีพของตนเพียงใด
 

หรือมองอีกด้านคือภารกิจและองค์การแล้ว สภาการศึกษาที่ได้จัดตั้งมานานกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายที่กำลังต้องเผชิญอยู่ในวันนี้ คณะกรรมการสภาการศึกษา จำจะต้องได้คนที่มีความสามารถและประสบการณ์ที่หลากหลาย พร้อมกับการมีศักดิ์ศรี มีความรักชาติ รักสังคม พร้อมความกล้าหาญที่จะต้องกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงให้เป็นผลดีต่อประเทศ เรื่องการเมืองจึงควรถอยห่างออกไปและอย่าได้เข้ามาทำลายการศึกษาที่เรากำลังต้องการการแก้ไข ผ่านคนยุคใหม่ ให้สร้างชาติให้แข็งแรงได้ แต่ไม่ใช่สร้างการศึกษาเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ไปเป็นทาสหรือเป็นลูกไล่ของบางคน แต่จะต้องให้มีความรู้จริง ซึ่งอาจต้องมีการผ่าหรือรื้อโครงสร้าง ระบบการศึกษาทั้งระบบก็ได้
 

เหตุผลนี้เอง การจะตั้งคนเข้าไปเป็นคณะกรรมการจึงต้องไม่ใช่การเลือกพรรคพวก หรือคนไม่ประสาที่จะเข้าไป อันจะทำให้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ประสา ความเห็นแก่ตัวหรือการคิดร้ายต่อประเทศของคนที่อยู่เบื้องหลัง
 

ในอดีตที่ผ่านมา สภาการศึกษาไทยได้เคยสร้าง บาปบริสุทธิ์โดยไม่ตั้งใจ แต่เกิดจากแรงกดดันของคนบางคนที่ต้องการรับใช้การเมือง ทำให้ไทยต้องถอยร่น ห่างจากเป้าหมายที่ต้องการมากมาย กลายเป็นสังคมล้าสมัย ที่แก้เท่าไหร่ไม่รู้จบ
 

ข้อผิดพลาดคือ หลัง 14 ต.ค. 2516 ได้มีการตัดวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษจากหลักสูตร ม.ปลาย นานถึงสิบปีติดต่อกัน ทำให้เป็นผลร้ายต่อคนเรียนเก่ง คนดี ต้องมากลายเป็นประชาชนคนไทยที่ทำงานหนักและต้องไปเป็นลูกไล่ ลูกน้องของคนเก่งสร้างภาพ อัศวินคลื่นลูกที่สาม จอมปลอม กับเป็นประชากรของนายกฯ ที่ไม่ประสา ไปถึงไหน อายถึงนั่น